ปรัชญาชีวิตในทัศนะของคนไทย

ปรัชญาชีวิตของคนไทย
            ปรัชญาชีวิตของคนไทย  หมายถึงหลักการดำเนินชีวิต  แนวความคิด  ค่านิยม  ความเชื่อ  คติ  ปทัสถานของสังคม  เจตคติ  การประพฤติการปฏิบัติ  ศาสนาอันเป็นพื้นฐานของชีวิตของคนไทย
            ปรัชญาชีวิต  หมายถึง  ระบบการรับรู้หรือความเข้าใจของประชาชนที่มีต่อชีวิต  ต่อสังคม  ต่อโลก  หรือสิ่งแวดล้อม  ปรัชญาชีวิตเกี่ยวข้องกับสังคม  กับโลก  เพราะชีวิตของแต่ละคนย่อมต้องการเกี่ยวข้องกับสังคมและโลก  อย่างแยกกันไม่ออก

วิถีชีวิตในอดีตจนถึงปัจจุบัน
            ชีวิตของคนไทยนั้นมีลักษณะเปลี่ยนไปตลอดเวลา  เนื่องจากประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของความเจริญพัฒนาก้าวหน้า  อิทธิพลของศาสนาและอารยธรรมต่างชาติที่แพร่เข้ามาในสังคมไทย  เช่น ในสมัยสุโขทัยรับเอาพุทธศาสนาจากประเทศศรีลังกา ทำให้ปรัชญาชีวิตของคนไทยมีลักษณะเป็นพุทธและพราหมณ์ปนมากับพุทธด้วย ครั้นสมัยกรุงศรีอยุธยา ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ศาสนาคริสต์แพร่เข้ามา  ต่อมาตอนปลายของสมัยกรุงศรีอยุธยาก็รับศาสนาอิสลามเข้ามาอีก  ปรัชญาชีวิตของสังคมไทยจึงได้รับอิทธิพลจากคริสต์อิสลามบ้าง  ทำให้เอกลักษณ์ของไทยเปลี่ยนไป  มีความสากล คือเป็นแบบตะวันตกมากขึ้นทุกที
            ปรัชญาชีวิตของคนไทย  เกิดจากขนบธรรมเนียมประเพณี  วัฒนธรรม  สังคม  ศาสนา  ของไทยเราเราเองผสมกับความคิดต่างๆ  ที่แพร่เข้ามาในเมืองไทย  ดังนั้นทัศนคติ  ค่านิยม  ปรัชญาชีวิตของคนไทยปัจจุบันย่อมเปลี่ยนไปบ้างตามความคิดของทางตะวันตกเช่น ถือว่าความเจริญ  คือ  การมีตึกสูงๆ มีถนน  มีไฟฟ้า น้ำประปา  โทรศัพท์  มหาวิทยาลัย  เป็นต้น  ซึ่งแต่เดิมคนไทยถือว่าความเจริญ คือความมีคุณธรรม  ความสงบเยือกเย็น  การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  การให้อภัย  การอยู่อย่างธรรมชาติ  ความเป็นกันเอง  นับถือกัน  ช่วยเหลือกัน  เด็กเชื่อฟังผู้ใหญ่  ยึดถือประเพณี  ศาสนา  วัฒนธรรมดั้งเดิมอย่างมาก
            ปรัชญาชีวิต  มีอิทธิพลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ  และสังคมไทยเป็นอย่างมาก  การพัฒนาประเทศไทยในอนาคตไม่ว่าด้านใด  เช่น  การเมือง  การปกครอง  การเศรษฐกิจ  การศึกษา  ศาสนา  สังคม  ประเพณี  วัฒนธรรม  ควรจะสอดคล้องกับปรัชญาชีวิตของคนไทยที่ประยุกต์ตามความคิดใหม่ที่เหมาะกับกาลเทศะ  การพัฒนาจึงจะได้ผลดียั่งยืน
พุทธปรัชญาว่าด้วยเรื่องชีวิตและการแก้ไขปัญหาชีวิต (ทุกข์)
            ปัญหาของมนุษย์  มีต่างๆ มากมาย  เมื่อกล่าให้สั้น  ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับดี-ชั่ว หรือ ดี-ร้าย และสุข-ทุกข์ ถ้าพูดรวบรัดลงไปอีก  ก็รวมลงในคำเดียวคือ ทุกข์  ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาพื้นฐานแห่งชีวิตของตน  ยังวางตัววางใจหาที่ลงไม่ได้กับทุกข์ถึงขั้นตัวสภาวะ  ตราบนั้น  มนุษย์ก็จะยังแก้ปัญหาไม่สำเร็จ  ยังหลีกไม่พ้นการตามรังควานของทุกข์  ไม่ว่าจะพบสุขขนาดไหน  และจะยังไม่ประสบความสุขที่แท้จริง  ซึ่งเต็มอิ่ม  สมบูรณ์ในตัว  และจบบริบูรณ์ลงที่ความพึงพอใจ  ซ้ำร้าย  ทุกข์พื้นฐานที่หลบเลี่ยงและยังไม่ได้แก้นั้น   กลับกลายเป็นเงื่อนปมซับซ้อนอยู่เบื้องหลัง
           

กระบวนการดับทุกข์  หรือ  ปฏิจจสมุปบาทนิโรธวาร   การแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่โตหรือเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม  ต้องมีความรู้จริงหรือความเข้าใจเป็นจุดเริ่มต้น  จึงจะแก้ปัญหาได้สำเร็จ  มิฉะนั้นปัญหาอาจยุ่งเหยิงสับสนหรือขยายตัวร้ายแรงยิ่งขึ้น  การแก้ปัญหาทั่วๆ ไปของชีวิตแต่ละเรื่องๆ ก็ต้องรู้เข้าใจตัวปัญหาและกระบวนการก่อเกิดของมันเป็นเรื่องๆ ไป  จึงจะแก้ไขอย่างได้ผล  ยิ่งเมื่อต้องการแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานของชีวิต  หรือปัญหาของตัวชีวิตเอง  โดยจะทำชีวิตให้เป็นชีวิตที่ไม่มีปัญหา  หรือให้เป็นอยู่อย่างไร้ทุกข์กันทีเดียว  ก็ต้องรู้เข้าใจสภาพของชีวิตที่มีทุกข์และเหตุปัจจัยที่ทำให้ชีวิตเกิดเป็นทุกข์ของชีวิตลงได้
            โดยนัยนี้  ความไม่รู้ หรือความหลงผิดเพราะไม่รู้จริง  จึงเป็นตัวการก่อปัญหา  และทำให้การดำเนินชีวิตของมนุษย์  ซึ่งมุ่งเพื่อแก้ปัญหาหรือหลุดรอดจากทุกข์  กลายเป็นการเพิ่มพูนปัญหา  สะสมทุกข์ยิ่งขึ้น  ในทางตรงข้าม  ความรู้  หรือความเข้าใจตามเป็นจริง  จึงเป็นแกนนำของการแก้ปัญหาหรือดับทุกข์ทุกอย่าง  ในกระบวนธรรม ปฏิจจสมุปบาทสมุทยวาร  ว่าด้วยการก่อเกิดทุกข์  เริ่มต้นด้วย  อวิชชา  ® สังขาร ® วิญญาณ ® นามรูป ® สฬายตนะ ® ผัสสะ ® เวทนา ® ตัณหา ® อุปาทาน ® ภพ ® ชาติ ® ชรามรณะ + โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส   = ทุกขสมุทัย
            ในกระบวนธรรมตรงข้าม  คือ  ปฏิจจสมุปบาทนิโรธวาร  ว่าด้วยการดับทุกข์ เริ่มด้วย  ดับดวิชชา  หรือไม่มีอวิชชา  หรือปราศจากความไม่รู้  คือ ความรู้  ดังนี้
อวิชชาดับ ® สังขารดับ ® วิญญาณดับ  ® นามรูปดับ ® สฬายตนะดับ ® ผัสสะดับ ® เวทนาดับ ® ตัณหาดับ  ® อุปาทานดับ ® ภพดับ®  ชาติดับ ® ชรามรณะ + โสกะ  ฯลฯ
อุปายาสดับ = ทุกขนิโรธ  
                สรุปความตรงนี้ว่า  การแก้ปัญหาทั่วๆ ไปของชีวิตแต่ละเรื่องๆ ก็ต้องรู้เข้าใจตัวปัญหาและกระบวนการก่อเกิดของมันเป็นเรื่องๆ ไป  จึงจะแก้ไขอย่างได้ผล  ยิ่งเมื่อต้องการแก้ปัญหาขั้นพื้นฐานของชีวิต  หรือปัญหาของตัวชีวิตเอง  ก็ยิ่งต้องศึกษาถึงสาเหตุของปัญหา  ปรัชญาพุทธศาสนาเชื่อว่า  ทุกสิ่งเกิดแต่เหตุ  และจะดับไปเพราะการดับแห่งเหตุ   คือ เมื่อเราจะแก้ปัญหาชีวิต (ความทุกข์) เราก็ต้องรู้เข้าใจสภาพของชีวิตที่มีทุกข์และเหตุปัจจัยที่ทำให้ชีวิตเกิดเป็นทุกข์ของชีวิตเสียก่อน  จึงจะแก้ปัญหาชีวิตให้ดับลงได้
 
การดำเนินชีวิตตามปรัชญา
            ตามที่เราท่านทราบกันดีแล้วว่า  ศาสนาทุกศาสนาย่อมมีหลักจริยศาสตร์ของตนไว้ให้   ศาสนิกชน  เป็นหลักปฏิบัติของศาสนานั้นๆ ในฐานะที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนานาเป็นหลักจึงทำให้การดำเนินชีวิตจึงต้องปฏิบัติตามหลักปรัชญาหรือหลักคำสอนของพุทธศาสนาที่เรียกว่า “พุทธปรัชญา” เพื่อเป็นแนวทางไปสู่จุดหมายของศาสนา  ในบางขณะอาจประพฤติฝ่าฝืนข้อห้ามของศาสนา  จะได้รับการลงโทษอย่างรุนแรงกว่าการฝ่าฝืนกฎหมายเสียอีก 
            พุทธศาสนามีหลักจริยศาสตร์ไว้สำหรับให้พุทธศาสนิกชนเป็นหลักปฏิบัติ  เพื่อการดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกที่ควร  ซึ่งมีตั้งแต่หลักปฏิบัติขั้นพื้นฐานธรรมดาง่ายแก่การปฏิบัติของคนทั่วไป เรียกว่า โลกิยธรรม จนถึงขั้นกลางและขั้นสูงสุดที่เรียกว่า โลกุตตรธรรม
            หลักจริยธรรมพื้นฐาน  ได้แก่  เบญจศีล  เบญจธรรม  ได้แก่ศีล 5 และ เบญจธรรม คือ ธรรม 5 อันเป็นฝ่ายศีลและฝ่ายธรรมควบคู่กันไป  หลักจริยธรรมชั้นกลาง  ได้แก่  กุศลกรรมบถ 10 โดยแยกเป็นกายกรรม 3  มโนกรรม 4  วจีกรรม 3  และในส่วนของหลักจริยธรรมขั้นสูงก็ได้แก่  ข้อปฏิบัติขั้นสูง  เพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานโดยตรง  ได้แก่  อริยมรรค  แปลว่า  ทางประเสริฐ  หรือทางที่ทำให้ผู้ปฏิบัติเป็นพระอริยเจ้าอันมีองค์ 8
            หลักของการดำเนินชีวิตตามแนวพุทธปรัชญา มีดังต่อไปนี้
            1. ละเว้น  ไม่ประพฤติชั่ว  ยึดเบญศีล  คือ ไม่ฆ่าสัตว์  ไม่ลักทรัพย์  ไม่ประพฤติผิดในกาม  ไม่พูดปด  ไม่ดื่มสุราเมรัย
            2. ประพฤติดี  บำเพ็ญความดีให้พร้อมตามธรรมคิหิปฏิบัติ
            3. ทำจิตใจให้สะอาดผ่องใส  บริสุทธิ์  ปราศจากความเศร้าหมอง  ทำจิตให้ว่าง  สะอาด  สว่าง  สงบ
           
บทบาทพุทธปรัชญากับปรัชญาชีวิตของไทย
            ประเทศไทยนอกจากจะมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว  กฎหมายไทยให้อิสระในการเลือกนับถือศาสนา  จึงมีคนในประเทศไทยนับถือศาสนาอื่นๆ ด้วย  เช่น  ศาสนาคริสต์  ศาสนาอิสลาม  ศาสนาซิกส์  ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  เป็นต้น
            พุทธศาสนิกชนมิได้มีความเข้าใจในหลักคำสอนในศาสนาของตนมากนัก  และทำสำคัญยิ่งคือ  มิได้นิยมเอาหลักคำสอนนั้นมาประพฤติปฏิบัติให้สมกับที่ได้ชื่อว่า “ชาวพุทธ”  อย่างแท้จริง  ยังยึดมั่นใน “อามิสบูชา” มากกว่า “ปฏิบัติบูชา”  นิยมสร้าง “วัตถุ”  มากกว่าสร้าง “คน” ให้เป็นชาวพุทธที่ดีมีคุณภาพ  พระสงฆ์ในปัจจุบันโดยทั่วไป  มีการศึกษาน้อย  เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาของประชาชน  สมัยก่อนพระเป็นผู้นำทางด้านการศึกษาทุกรูปแบบ  แต่ในปัจจุบันพระได้สูญเสียฐานะนี้ไปเกือบหมดแล้ว  จะสอนได้บ้างก็เฉพาะหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเท่านั้น  แม้การสอนพระพุทธศาสนาก็เป็นไปตามแบบเดิมๆ เมื่อสอนแล้วมิได้มีการติดตามผลและประเมินผล ทำให้ไม่ทราบว่าการเทศนาสั่งสอนนั้นได้ผลมากน้อยแค่ไหนเพียงใด  ความสามารถของพระสงฆ์  ในการที่จะประยุกต์ธรรมให้บุคคลได้รับความรู้สมัยใหม่เข้าใจมีน้อยมาก  แสดงถึงการเผยแพร่พระพุทธศาสนาไม่ได้ผลเท่าทีควร  คณะสงฆ์สนับสนุนการสร้างวัตถุ  คือ  วัดอาราม  โบสถ์  วิหาร  ศาลาการเปรียญมากกว่าที่จะสร้างพระภิกษุสามเณรให้มีคุณภาพ  สังคมไทยมี่พระภิกษุสามาเณรที่ด้อยคุณภาพ  พระภิกษุสามาเณรที่ตั้งตัวเป็น “เกจิอาจารย์” ปฏิบัติตนนอกธรรม  นอกวินัยกลับได้รับการยกย่องจากสังคม  นี่คือจุดบอด ของพระพุทธศาสนา  บุคคลสำคัญของประเทศที่จะสนใจนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับการปกครองบ้านเมือง  อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระองค์ให้เป็นแบบฉบับเกือบจะหาไม่ได้เลย  เมื่อผู้ปกครองบ้านเมืองไม่สนใจศาสนา  ไม่ตั้งตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดีแล้ว  การที่จะแก้ปัญหาสังคมจึงค่อนข้างจะมืดมนและเลือนลาง

หลักความเชื่อและโลกทัศน์ของชาวพุทธที่มีต่อวิถีชีวิตของไทย
            1. หลักกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด
            กรรม  หมายถึงการกระทำ  ทั้งทางกาย  วาจา  ใจ  และได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า  สิ่งที่จะเป็น “กรรม” ได้นั้นจะต้องมีเจตนาเป็นตัวบงการเสมอ  ดังคำสอนที่ว่า  “เจตนานั่นแหละเป็นตัวกรรม” (เจตนาหํ  ภิกขฺเว  กมฺมํ  วทามิ)
            พูดถึงกรรมแล้วมีมากมาย  แต่ในอรรถกถาท่านจัดเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภท  และแต่ละประเภทมี 4 อย่าง รวมเป็น 12 หรือเรียกว่า กรรม 12 ดังต่อไปนี้

กรรมประเภทให้ผลตามกาลเวลา

                1. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม  คือ  กรรมที่ให้ผลชาตินี้
                2. อุปปัชชเวทนียกรรม    คือ  กรรมที่ให้ผลชาติหน้า
                3. อปราปรเวทนียกรรม    คือ  กรรมที่ให้ผลในชาติต่อๆ ไป
                4. อโหสิกรรม                   คือ  กรรมที่หมดโอกาสให้ผลแล้ว

กลับสู่หน้าหลัก

ปรัชญาจากเสน่ห์ผ้าขี้ริ้ว

 

..........1.ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย ความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้ม อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่น

..........2.ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้ แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด

..........3.ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด การศึกษามากหรือน้อยก็ตาม เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง

..........4.ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้ เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น

..........5.ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน

.........6.ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร
.

.........7.ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น

..........8.ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้ เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน

..........9.ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่ เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกึนปรามาสสบประมาท จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรค ครงนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก

.........ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมายทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิตอย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง คุณเห็นด้วยไหม ที่ว่าเราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง