หน้าแรก

ภูมิประวัติการก่อตั้งวัด

ทำเนียบเจ้าอาวาส และพระสงฆ์

ศาสนสถานที่สำคัญของวัด

ถาวรวัตถุ กุฏิสงฆ์ และเสนาสนะ

กิจกรรมประจำปีของทางวัด

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

ภาพภูมิทัศน์อาณาบริเวณวัด

การเดินทางมาทำบุญที่วัด

ติดต่อสอบถามข้อมูลทางวัด

ภาพการก่อสร้างอุโบสถจตุรมุข

แหล่งเอกสารแบบฟอร์มต่างๆ

เว็บไซต์เครือข่ายกัลยาณมิตร

: : แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี : :
วัดท่าทองน้อย เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ ๙๕ บ้านท่าทอง หมู่ที่ ๑ ตำบลศรีภิรมย์ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก มีที่ดินเขตตั้งวัด โฉนดที่ดินเลขที่ ๖๗๖๓๑ เป็นหลักฐาน มีเนื้อที่จำนวน ๗ ไร่ - งาน ๗๘.๙/๑๐ ตารางวา โดยได้รับการบริจาคที่ดินเพื่อสร้างวัดจากประชาชนผู้มีจิตศรัทธา จำนวน ๔ ราย ดังนี้ (๑) นายมั่น วงศ์ครุฑ (๒) นายอภิจิตร ฤทธิ์รัศมี (๓) นางสาวพยอม พิมอาจหาญ และ (๔) นางสาวบุญเทียม วรรณโณ

อาณาเขต
ทิศเหนือ ยาว ๑๗๒.๔๙ วา จดที่ดินเอกชน และ ทางสาธารณประโยชน์
ทิศใต้ ยาว ๑๒๔.๔๑ วา จดที่ดินเอกชน และ ที่ดินมีการครอบครอง
ทิศตะวันออก ยาว ๑๖.๘๖ วา จดทางสาธารณประโยชน์
ทิศตะวันตก ยาว ๒๗.๑๑ วา จดที่ดินเอกชน

ประวัติความเป็นมา
กล่าวก่อนการสร้างวัดแห่งนี้เดิมเป็นที่ดินของชาวบ้านเป็นพื้นที่รกร้างมีต้นไม้ขึ้นรกทึบอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการทำไร่ทำนาได้ ประกอบกับเป็นแนวเนินคันดินสูงชันซึ่งสภาพพื้นที่บริเวณโดยรอบล้อมรอบด้วยทุ่งนา ลำคลองวังมะสระ และอยู่ใกล้เคียงกับเส้นทางรถไฟสายเหนือ (กรุงเทพฯ – เชียงใหม่) อีกทั้งพื้นที่เป็นรูปเนินแนวถนนสมัยโบราณสันนิษฐานตามการสำรวจและศึกษาทางโบราณคดีของกรมศิลปากร ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ว่าเป็น "แนวถนนพระร่วง" คือ เป็นเส้นทางคมนาคมสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (พ่อขุนบางกลางท่าว) ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งสภาพพื้นที่แห่งนี้ยังคงปรากฏให้เห็นร่องรอย "แนวถนนพระร่วง" อย่างเด่นชัดเพียงแห่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ โดยก่อนมีการสร้างวัดในพื้นที่นี้ชาวบ้านได้มีการครอบครองในที่ดินดังกล่าวตลอดมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จนกระทั่งสำนักงานที่ดินได้สำรวจพื้นที่และออกโฉนดที่ดินให้แก่ชาวบ้านผู้ครอบครองในพื้นที่แห่งนี้ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวเป็นต้นมา
ประวัติการสร้างวัดท่าทองน้อย (นามเดิม วัดบ้านน้อยท่าทอง) เริ่มก่อสร้างเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๕ (ตรงกับวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๑ ปีวอก) โดยมี พระอาจารย์สัมฤทธิ์ ขนฺติพโล (นามสกุล ฮ้งแก้ว) ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้จาริกบุญผ่านมา ณ บริเวณสถานที่สัปปายะแห่งนี้ ปฐมเหตุประการหนึ่งเพราะว่าหมู่บ้านแถบนี้ยังไม่มีวัดประจำหมู่บ้านเลย โดยก่อนการสร้างวัดนี้ชาวบ้านน้อย และชาวบ้านท่าทอง มีความจำเป็นต้องเดินทางไปอาศัยทำบุญในวันสำคัญทางศาสนายังวัดอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียงโดยมีระยะทางที่ห่างไกลประกอบกับการเดินทางไปทำบุญในแต่ละครั้งเป็นไปด้วยความยากลำบาก ด้วยเป็นนิมิตหมายที่ดีของชาวบ้านทั้งสองหมู่บ้านจึงได้ปรึกษาหารือร่วมกันในการร้องขอให้พระอาจารย์สัมฤทธิ์ ขนฺติพโล ช่วยรับเป็นภาระสำคัญในการเป็นแกนนำก่อสร้างวัดแห่งนี้ โดยทางพระอาจารย์สัมฤทธิ์ ขนฺติพโล ได้รับสนองศรัทธาตามที่ญาติโยมร้องขอให้ช่วยเป็นแกนนำก่อสร้างวัดดังกล่าวข้างต้น โดยมี (๑) นางสัมฤทธิ์ วงศ์ครุฑ และนายมั่น วงศ์ครุฑ ชาวบ้านน้อย เป็นผู้มีจิตศรัทธาอันแรงกล้าได้บริจาคถวายที่ดินส่วนตัวที่รกร้างดังกล่าวมา โดยเป็นผู้มีจิตศรัทธาบริจาคถวายที่ดินเพื่อก่อสร้างวัดเป็นรายแรก เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับก่อสร้างวัดขึ้นใหม่ แต่ทั้งนี้ยังมีพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะดำเนินการก่อสร้างอาคารเสนาสนะต่างๆ ให้เป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์ได้ ต่อมาได้มี (๒) นายพัฒน์ พิมอาจหาญ และนางสาวพยอม พิมอาจหาญ (๓) นายอภิจิตร ฤทธิ์รัศมี และ (๔) นางสาวบุญเทียม วรรณโณ ได้บริจาคถวายที่ดินส่วนตัวเพื่อก่อสร้างวัดเพิ่มเติมให้มีพื้นที่กว้างขวางขึ้น จนสามารถรวบรวมที่ดินที่ได้รับจากการบริจาคเพื่อก่อสร้างวัดมีเพียงพอสำหรับการดำเนินการขออนุญาตสร้างวัดได้
การเริ่มก่อสร้างอาคารเสนาสนะของวัดในช่วงแรกได้มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคถวายไม้จากยุ้งฉางเก่า ไม้จากบ้านเรือนเก่า ไม้จากสวนป่าไร่นาต่างๆ ฯลฯ เพื่อนำมาเป็นวัสดุก่อสร้างศาลาการเปรียญ (ครึ่งไม้/ครึ่งปูน) กุฏิสงฆ์ ตลอดจนเสนาสนะต่างๆ และมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคถวายสิ่งของ เครื่องมือ เครื่องใช้ประจำโรงครัวที่จำเป็นต่างๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ภายในวัดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน การสร้างวัดดังที่กล่าวมาข้างต้นได้อาศัยแรงกำลังศรัทธาอันประกอบไปด้วยพระอาจารย์สัมฤทธิ์ ขนฺติพโล เป็นแกนนำในการสร้างวัด ตลอดจนชาวบ้านน้อย ชาวบ้านท่าทอง และผู้มีจิตศรัทธาโดยทั่วไปร่วมใจกันสร้างวัดเป็นต้นมา และมีมติเห็นพ้องร่วมกันว่าสมควรตั้งชื่อวัดตามนามของสองหมู่บ้าน โดยมีนามเดิมที่ชาวบ้านเรียกขานกันเรื่อยมาตั้งแต่แรกเริ่มสร้างวัดว่า “ที่พักสงฆ์บ้านน้อยท่าทอง หรือ วัดบ้านน้อยท่าทอง” ตลอดจนได้ดำเนินการก่อสร้างศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ เมรุ ศาลาธรรมสังเวช หอระฆัง อุโบสถจตุรมุข ตลอดจนอาคารเสนาสนะ และถาวรวัตถุต่างๆ ภายในวัดดังปรากฏเป็นต้นมาตามลำดับ

การก่อสร้างอาคารเสนาสนะ ถาวรวัตถุ และสิ่งก่อสร้างภายในวัด
อาคารเสนาสนะ และถาวรวัตถุที่สำคัญภายในวัด มีดังนี้ (๑) ศาลาการเปรียญ ขนาดกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๘ เมตร (อาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก แบบ ๒ ชั้น) สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘ (๒) กุฏิสงฆ์ (คอนกรีตเสริมเหล็ก) ขนาดกว้าง ๔ เมตร ยาว ๕ เมตร (จำนวน ๗ หลัง) (๓) กุฏิเจ้าอาวาส และกุฏิเรือนรับรอง (คอนกรีตเสริมเหล็ก) ขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๒ เมตร (จำนวน ๑ หลัง) (๔) เมรุ ขนาดกว้าง ๔ เมตร ยาว ๑๐ เมตร (๕) ศาลาธรรมสังเวช ขนาดกว้าง ๑๒.๕๐ เมตร ยาว ๒๔.๕๐ เมตร (๖) หอระฆัง ขนาดกว้าง ๖ เมตร ยาว ๖ เมตร (๗) อุโบสถจตุรมุข เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๙ ขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๒๒ เมตร เริ่มสร้างเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑
สำหรับปูชนียวัตถุที่สำคัญประจำวัด มีองค์จำลองพระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต (ซำปอกง) เททองหล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทอง มีน้ำหนัก ๒.๕ ตัน โดยมีลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๐๙ นิ้ว (๕ ศอก ๙ นิ้ว) เป็นที่เคารพกราบไหว้และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก และมีพระพุทธรูปปางต่างๆ ประดิษฐานเป็นพระประธานประจำอาคารเสนาสนะต่างๆ ของทางวัด

การก่อสร้างอุโบสถจตุรมุข และการสร้างพระประธานประจำอุโบสถ
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ทางวัดได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอุโบสถจตุรมุข เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ โดยมีพิธีตอกเสาเข็มอุโบสถ (เสาเอก เป็นปฐมฤกษ์) ในวันจันทร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑ (ตรงกับวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีชวด) โดยโครงสร้างของอุโบสถมีการออกแบบเป็นลักษณะอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูนแบบทรงไทยจตุรมุข ประกอบมณฑปปลายยอดติดฉัตร ๙ ชั้น อุโบสถมีขนาดความกว้าง ๗ เมตร ความยาว ๒๒ เมตร ยกพื้นสูง ๑.๕๐ เมตร มีบันไดขึ้นอุโบสถทั้ง ๔ ด้าน หลังคาลดหลั่น ๔ ชั้น (มุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผา) หน้าบันอุโบสถประดับลวดลายไทยปูนปั้น ๔ ด้าน (หน้าบันมุขด้านทิศตะวันออกประดับลวดลายปูนปั้นองค์พระนารายณ์ทรงสุบรรณ หรือ พระนารายณ์ทรงครุฑยุดนาค หน้าบันมุขด้านทิศเหนือประดับลวดลายปูนปั้นองค์พระสยามเทวาธิราช หน้าบันมุขด้านทิศตะวันตกประดับลวดลายปูนปั้นองค์พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ หน้าบันมุขด้านทิศใต้ประดับลวดลายปูนปั้นองค์พระพรหม) ประดับช่อฟ้า ๑๓ ช่อ ซุ้มประตูทรงมงกุฏ ๔ ช่อง ซุ้มหน้าต่างทรงมงกุฏ ๖ ช่อง ฝาผนัง คาน ฝ้าเพดาน และฐานเอวขัน ประดับกนกลวดลายไทยปูนปั้นทั้งภายในและภายนอกตลอดทั้งหลัง
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ทางวัดได้จัดสร้างพระประธานประจำอุโบสถจตุรมุข โดยได้รับความกรุณาจากพระเดชพระคุณ พระธรรมรัตนมงคล (ท่านเจ้าคุณแวว กตสาโร) เจ้าอาวาสวัดพนัญเชิงวรวิหาร เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในการอนุเคราะห์ให้จัดสร้างองค์จำลองพระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต ซำปอกง) พระประธานในพระวิหารใหญ่ของวัดพนัญเชิงวรวิหาร เพื่อจำลองมาเป็นองค์พระประธานประจำอุโบสถจตุรมุข ซึ่งมีพระนามว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก หรือ หลวงพ่อโต ชาวจีนนิยมเรียกว่า ซำปอกง” เช่นเดียวกัน โดยองค์พระประธานมีลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย (สมัยอู่ทอง) ขนาดหน้าตักกว้าง ๑๐๙ นิ้ว (๕ ศอก ๙ นิ้ว) หล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองคำเปลวแท้ โดยทางวัดได้ประกอบพิธีเททองหล่อพระประธานประจำอุโบสถ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒ (ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ปีฉลู) ณ ลานมณฑลพิธีวัดท่าทองน้อย โดยมีพระเดชพระคุณ พระธรรมรัตนมงคล เจ้าอาวาสวัดพนัญเชิงวรวิหาร เป็นประธานในพิธีเททองหล่อพระประธานอุโบสถ และต่อมาทางวัดได้ประกอบพิธีฉลองสมโภช และอัญเชิญองค์จำลองพระพุทธไตรรัตนนายก หลวงพ่อโต (ซำปอกง) ขึ้นสู่ฐานชุกชีประดิษฐานประจำอุโบสถจตุรมุข เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ (ตรงกับวันแรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีฉลู)

การขออนุญาตสร้างวัด และการขออนุญาตตั้งวัด
เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ นายธราศักดิ์ ชุนกองฮอ (ผู้ขออนุญาตสร้างวัด) เป็นผู้จัดทำรายงานขออนุญาตสร้างวัด ได้เสนอรายงานเพื่อประกอบการพิจารณาขออนุญาตสร้างวัดตามขั้นตอนในกฎกระทรวง ต่อมาทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้พิจารณาอนุญาตให้สร้างวัด ด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ตามหนังสืออนุญาตให้สร้างวัด ลงวันที่ ๑๙ เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗
ต่อมาเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยเห็นสมควรแล้วว่าทางวัดได้สร้างเสนาสนะขึ้นสมควรเป็นที่พำนักของพระภิกษุได้แล้ว นายธราศักดิ์ ชุนกองฮอ (ผู้ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด) จึงได้ดำเนินการจัดทำรายงานขออนุญาตตั้งวัด ไปเพื่อทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติพิจารณาตั้งวัดในพระพุทธศาสนา ด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจึงประกาศตั้งเป็นวัดขึ้นในพระพุทธศาสนามีนามว่า “วัดท่าทองน้อย” สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตามประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกาศ ณ วันที่ ๒๓ เดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ ๑๓๒ ตอนที่ ๒๙ ง หน้า ๔ ลงวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ทั้งนี้นามวัดที่ได้รับตามประกาศโดยการพิจารณาด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา
พ.ศ. ๒๕๕๙ เมื่ออุโบสถจตุรมุขสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วจึงให้ นายธราศักดิ์ ชุนกองฮอ เป็นผู้ดำเนินการรวบรวมเอกสารขอพระราชทานวิสุงคามสีมา ยื่นเรื่องให้ทางเจ้าคณะปกครองคณะสงฆ์ตามลำดับชั้น และทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองได้พิจารณาให้ความเห็นชอบตามขั้นตอนที่ระบุไว้ตามกฎกระทรวงอย่างครบถ้วน
ตามที่มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานวิสุงคามสีมา มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้วัดท่าทองน้อย ตำบลศรีภิรมย์ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตามเขตที่กำหนด ขนาดกว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๕๐ เมตร ประกาศ ณ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ ๑๓๔ ตอนพิเศษ ๑๖๒ ง หน้า ๑๑ ลงวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐

งานพิธีผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิต
จัดงานพิธีผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิต อุโบสถจตุรมุข หลวงพ่อโต (ซำปอกง) เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ถึง วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒ (รวมงาน ๕ วัน ๕ คืน) และประกอบพิธีตัดหวายลูกนิมิต-พิธีผูกพัทธสีมา เมื่อวันอังคารที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เวลา ๑๕.๐๙ น. โดยมี ท่านเจ้าคุณ พระราชรัตนสุธี (พระมหาขวัญรัก มหาวายาโม ป.ธ.๙, ดร.) เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ และมี คุณรังษี ธนศิริพร และครอบครัวธนศิริพร ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็กซ์เพิททีม จำกัด เป็นประธานฝ่ายฆราวาสพิธีตัดหวายลูกนิมิต (ลูกเอก)

เจ้าอาวาสวัดท่าทองน้อย (รูปแรก และรูปปัจจุบัน)
ปัจจุบันมี พระอธิการสัมฤทธิ์ ขนฺติพโล (นามสกุล ฮ้งแก้ว) เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าทองน้อย ประวัติ ภูมิลำเนาเดิมเป็นชาวตำบลไทรน้อย อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ศึกษาสอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี และได้จบการศึกษาสามัญ ระดับ มศ.๓ ก่อนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทองน้อย เป็นหัวหน้าผู้ดูแลที่พักสงฆ์บ้านน้อยท่าทอง ตั้งแต่วันที่ ๒๙ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๕ – วันที่ ๙ เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘ และหลังจากได้รับประกาศตั้งวัดแล้ว ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดท่าทองน้อย ตั้งแต่วันที่ ๑๐ เดือน กุมภาพันธ์ – วันที่ ๓๐ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าทองน้อย (เป็นรูปแรก และรูปปัจจุบัน) ตั้งแต่วันที่ ๑ เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
พระอธิการสัมฤทธิ์ ขนฺติพโล เป็นแกนนำผู้ริเริ่มที่สำคัญในการก่อสร้างวัดท่าทองน้อย ร่วมกับชาวบ้านน้อย ชาวบ้านท่าทอง และผู้มีจิตศรัทธาโดยทั่วไปในการร่วมใจกันสร้างวัด และพัฒนาวัดให้มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นต้นมาตามลำดับ ในการนี้พระอธิการสัมฤทธิ์ ขนฺติพโล ได้สร้างสาธารณูปการภายในวัดนานัปการตั้งแต่สิ่งก่อสร้างที่มีขนาดเล็กไปจนถึงสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ต่างๆ โดยริเริ่มพัฒนาก่อสร้างอาคารเสนาสนะ และสิ่งปลูกสร้างภายในวัดจนแล้วเสร็จ มีดังนี้ (๑) ศาลาการเปรียญ (หลังเก่า) สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ (๒) กุฏิสงฆ์ (คอนกรีตเสริมเหล็ก) จำนวน ๘ หลัง (๓) เมรุ (คอนกรีตเสริมเหล็ก) สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ – ๒๕๔๓ (๔) ศาลาธรรมสังเวช (คอนกรีตเสริมเหล็ก) สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๔๙ (๕) หอระฆัง (คอนกรีตเสริมเหล็ก) สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ (๖) วิหารหอพระ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖ (๗) ศาลาโรงทาน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ (๘) ศาลาที่พักอเนกประสงค์ (คอนกรีตเสริมเหล็ก) สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ (๙) อุโบสถจตุรมุข เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๙ (คอนกรีตเสริมเหล็ก) เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ (๑๐) โรงครัว (คอนกรีตเสริมเหล็ก) สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ (๑๑) ห้องสุขา (คอนกรีตเสริมเหล็ก) ขนาด ๘ ห้อง ๑ หลัง และขนาด ๔ ห้อง ๑ หลัง (๑๒) พระพุทธรูปปั้น (ปางป่าเลไลย์) (๑๓) รูปปูนปั้นพระสีวลีมหาเถระ (๑๔) รูปปูนปั้นพระสังกัจจายนะมหาเถระ (๑๕) ขุดสระเก็บน้ำภายในวัด (๑๖) ถมดินปรับแต่งบริเวณสนามและลานจอดรถภายในวัด (๑๗) ศาลาการเปรียญ (หลังใหม่) เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก แบบ ๒ ชั้น เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ฯลฯ เป็นต้น และมีพระภิกษุสงฆ์อยู่จำพรรษาปีละประมาณ ๕ - ๗ รูป

ศาสนสถาน ถาวรวัตถุ และสิ่งปลูกสร้างในวัด มีดังนี้
๑. อุโบสถจตุรมุข จำนวน ๑ หลัง (กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในขณะนี้)
๒. ศาลาการเปรียญ จำนวน ๑ หลัง
๓. ศาลาธรรมสังเวช (ศาลาอเนกประสงค์ และบำเพ็ญกุศล) จำนวน ๑ หลัง
๔. หอระฆัง จำนวน ๑ หลัง
๕. วิหารหอพระ จำนวน ๑ หลัง
๖. ศาลาโรงทาน จำนวน ๑ หลัง
๗. โรงครัว จำนวน ๑ หลัง
๘. ฌาปนสถาน (เมรุ) จำนวน ๑ หลัง
๙. ศาลาที่พักอเนกประสงค์ (ศาลางานฌาปนกิจ) จำนวน ๑ หลัง
๑๐. กุฏิเจ้าอาวาส และกุฏิรับรองพระภิกษุสงฆ์ จำนวน ๑ หลัง
๑๑. กุฏิสงฆ์หลังเล็ก (แบบคอนกรีตเสริมเหล็ก) จำนวน ๘ หลัง
๑๒. ห้องสุขาสำหรับพระสงฆ์ จำนวน ๑ หลัง ( ๔ ห้อง )
๑๓. ห้องสุขาสำหรับฆราวาส และบุคคลทั่วไป จำนวน ๑ หลัง ( ๘ ห้อง )
๑๔. ห้องสุขาติดศาลาการเปรียญ จำนวน ๑ หลัง ( ๘ ห้อง )
๑๕. ถาวรวัตถุ สิ่งก่อสร้าง และเสนาสนะ ฯลฯ

ปี ๒๕๕๒ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา จำนวน ๑๐ รูป / สามเณร - รูป
ปี ๒๕๕๓ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา จำนวน ๕ รูป / สามเณร - รูป
ปี ๒๕๕๔ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา จำนวน ๘ รูป / สามเณร - รูป
ปี ๒๕๕๕ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา จำนวน ๕ รูป / สามเณร - รูป
ปี ๒๕๕๖ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา จำนวน ๕ รูป / สามเณร - รูป
ปี ๒๕๕๗ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา จำนวน ๕ รูป / สามเณร - รูป
ปี ๒๕๕๘ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา จำนวน ๕ รูป / สามเณร - รูป
ปี ๒๕๕๙ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา จำนวน ๕ รูป / สามเณร - รูป
ปี ๒๕๖๐ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา จำนวน ๔ รูป / สามเณร - รูป
ปี ๒๕๖๑ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา จำนวน ๕ รูป / สามเณร - รูป
ปี ๒๕๖๒ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา จำนวน ๔ รูป / สามเณร - รูป

เว็บไซต์วัดท่าทองน้อย (บ้านน้อยท่าทอง) > http://student.nu.ac.th/watbannoitatong
Facebook วัดท่าทองน้อย (บ้านน้อยท่าทอง) > https://www.facebook.com/tk.cr.7
 
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ พัฒนาปรับปรุงเวอร์ชั่นที่ 2 พ.ศ. 2555 - 2560 หากละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฏหมาย
เว็บไซต์นี้อยู่ในการควบคุมดูแล โดยศิษยานุศิษย์วัดท่าทองน้อย
ติดต่อสอบถามเว็บมาสเตอร์ โทร. 08-3870-7964 : : Webmaster : :