ี่

บทที่ 5

ราก(Root)

 

 

ราก(Root)

ราก คือส่วนของพืชที่มักมีการเจริญเติบโตตามแรงโน้มถ่วงของโลก

ข้อ ปล้อง มีหน้าที่ที่สำคัญดังนี้
1.ค้ำจุนส่วนต่างๆ ของพืชให้ทรงตัวอยู่ได้ (anchorage)
2. ดูดและลำเลียงน้ำ (absorption and transportation)
3.หน้าที่อื่นๆ ขึ้นกับลักษณะของรากเช่น สะสมอาหาร ยึดเกาะ ใช้ในการหายใจเป็นต้น

ระบบราก (Root system)

ระบบรากแก้ว (Tap root system)
2. ระบบรากฝอย (Fibrous root system)


ชนิดของราก (Kind of root)
      รากแก้ว (primary root )
      รากแขนง (secondary roots)
      รากวิสามัญ (adventitious roots)

 

Modified roots

รากปีนป่าย (climbing roots)
เช่น รากพลูด่าง รากพริกไทย รากกล้วยไม้ รากชนิดนี้มักเกิดบริเวณข้อ
ช่วยในการยึดเกาะทำให้พืชสามารถยึดกับวัตถุ ใช้ในการปีนป่ายในที่สูงได

 

 

 

 

 

 

รากค้ำจุน หรือ รากค้ำยัน (prop roots)
เ ช่น รากข้าวโพด รากโกงกาง ลำเจียก มักแตกจากบริเวณข้อของลำต้น เห็นได้ชัดเจนในข้าวโพดช่วยในการทรงตัวของลำต้น ต้นโกงกางอาศัยรากค้ำยันเนื่องจากโกงกางขึ้นอยู่บริเวณดินเลนและมีน้ำขึ้นน้ำลง รากค้ำยันรากค้ำยันช่วยในการทรงตัวในดินเลนได้เป็นอย่างดี

 

 

 

 

 

 

 

รากกาฝาก (parasitic root)
เป็นรากพืชที่เกาะกับพืชชนิดอื่นและใช้ haustorium ดูดอาหารจากต้นที่อาศัย (host)
เช่น รากฝอยทอง รากกาฝาก


 

 

 

รากสะสมอาหาร (storage roots)
เป็นรากที่สะสมอาหารไว้ภายใน ประกอบด้วย storage parenchyma ได้แก่
่ เช่น รากสะสมอาหารที่เปลี่ยนแปลงมาจากรากแก้ว เช่น แครอท มันแกว หัวผักกาด รากสะสมอาหารที่เปลี่ยนแปลงมาจากรากฝอย เช่น มันสำปะหลัง มันเทศ


 

 

 

 

รากสังเคราะห์แสง (photosynthetic roots)
เช่น รากไทร รากกล้วยไม้ มีสีเขียวของคลอโรฟิลล์ ซึ่งสามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้ มักพบบริเวณรากที่อายุน้อย

 

 

 

 

 

 

 

โครงสร้างภายในรากประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้


1. Epidermis
เ ป็นเซลล์ชั้นเดียว เปลี่ยนแปลงมาจาก protoderm ไม่พบชั้น cuticle บาง เซลล์เปลี่ยนเป็นขนราก ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่ในการสัมผัสกับความชื้นในดินทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดน้ำและแร่ธาตุได้มากยิ่งขึ้น


 

2. Cortex
ชั้นคอร์เทกในรากประกอบด้วย parenchyma cell หลายชั้น บางเซลล์ทำหน้าที่ในการสะสมอาหาร ชั้นที่ถัดจากอิพิเดอร์มิส เรียกว่า hypodermis จนถึงคอร์เทกชั้นในสุดเรียกว่า endodermis ซึ่ง endodermis มีสารซูเบอรลินมาเคลือบลักษณะคล้ายเข็มขัด เรียกว่า casparian strip การลำเลียงน้ำการลำเลียงส่วนใหญ่จะใช้เส้นทาง apoplast เมื่อถึงชั้น endodermis ซึ่งมี casparian strip ขวางอยู่ การลำเลียงน้ำจะใช้เส้นทาง symplast (ลำเลียงผ่านเซลล์เมมเบรนของเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง) หรือผ่านเอนโดเดอร์มิสที่ไม่มี casparian strip ซึ่งเรียกเซลล์นี้ว่า passage cell ซึ่ง passage cel l นี้จะพบน้อย และมักจะเป็น endodermis ที่มีตำแหน่งตรงกับ xylem ที่อยู่ปลายแฉก






     

พัฒนาโดย นางสาว วิไลรัตน์ เกิดพูล เสนอ อาจารย์ภาสกร เรืองรอง รายวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา 355201
สงวนลิขสิทธิ์ โดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2547