Web เพื่อการเรียนรู้
กลุ่มการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์(พ.ศ. 2500-ปัจจุบัน)

กรุงศรีอยุธยาสืบต่อความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมืองขนาดใหญ่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำ เริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างพระนครศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีตั้งแต่ พ.ศ. 1893 จนสิ้นเสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 เมื่อวันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เพลาบ่าย 4 โมง พม่ายิงปืนป้อมสูงระดมเข้ามาในกรุง แล้วเอาเพลิงจุดเชื้อที่รากกำแพง ครั้นเพลาค่ำกำแพงทรุดลง พม่าก็เข้ากรุงได้เข้าเผาพระราชวังและวัดพระศรีสรรเพชญ กวาดเอากษัตริย์ขัตติยวงศ์ ท้าวพระยาเสนาบดีไป เผาบ้านเมืองอยู่ 15 วัน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกอบกู้อิสรภาพได้สำเร็จ แต่สภาพบ้านเมืองทรุดโทรม เสียหายมากจนยากแก่การบรูณะ จึงทรงย้ายราชธานีไปอยู่ ณ กรุงธนบุรี กรุงธนบุรีเป็นราชธานีอยู่เพียง 15 ปี
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนากรุงเทพฯขึ้น ในปี 2325 กรุงรัตนโกสินทร์ ปี พ.ศ.2325-2394 เป็นช่วงเวลาของการสร้างกรุงเทพฯ ราชธานีใหม่ ให้เป็นอาณาจักรที่มั่งคง การฟื้นฟู ทะนุบำรุง กิจการต่างๆ ภายในประเทศ การทำสงครามกับพม่า การดำเนินนโยบายกับประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะใหม่ และเปิดสัมพันธ์ไมตรีทางการทูตกับประเทศตะวันตก
จุดประสงค์สำคัญของการสร้างราชธานีขึ้นใหม่ของรัชกาลที่๑ คือการฟื้นฟูของเก่าที่ดีในครั้งเก่าคืนดังเดิม ให้โอ่ อ่า สง่างาม สิ่งก่อสร้างที่สำคัญในพระบรมมหาราชวัด ควรถึง 1. พระมหามณเฑียร เป็นพระที่นั่งหมู่ ประกอบด้วย พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ และ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน 2.พระมหาปราสาท มีพระที่นั่งดุสิตปราสาทกับพระที่นั่งพิมาย ส่วนพระราชวังบวรถานมงคล อันเป็นบริเวณพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในปัจจุบัน
แบบอย่างของสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่๑ นิยมสร้างปรางค์ กับพระเจดีย์เหลี่ยมเป็นพื้น อย่างที่ พระปรางค์วัดระฆังโฆสิตาราม กางวางแผงผังหมู่พระราชมณเฑียรต่างๆ


วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ก็สร้างตรงที่เดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระราชวังหลวงของกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากมีการสู้รบเป็นจำนวนมากและเป็นช่วงสร้างบ้านสร้างเมือง สร้างพระบรมมหาราชวัง ก็สร้างเลียบแบบพระราชวังที่กรุงศรีอยุธยา การสร้างวัด ก็เช่นเดียวกัน สถาปัตยกรรมในช่วงรัชกาลที่ 1-2 นี้ ฐานและหลังคาแอ่นโค้งแบบอยุธยา ลวดลายที่หน้าบัน, บานประตูมุก ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารม และวัดพระเขตุพน
คตินิยมจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดแบบอยุธยาตอนปลาย สืบความนิยมต่อมาถึงในสมัยรัชกาลที่ 1-3 ไม่คำนึงถึงภาพบุคคลและสถาปัตยกรรม ใช้สีมากสี และปิดทอง ลายตามแบบแผน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่ฝั่งพระนครและที่ฝั่งธนบุรี ณ วัดสุวรรณาราม วัดดุสิตดาราม วัดราชสิทธาราม รัชกาลที่๑

ศิลปกรรมได้ค่อยๆฟื้นตัวขึ้นในลักษณะที่พยายามสืบต่อประเพณีของสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยสังเกตตัวอย่างจากการจำลองเอาแบบปราสาทราชมณเฑียร แผนผังกรุงศรีอยุธยา ชื่อวัด ชื่อคลอง ชื่อตำบล และชื่อถนนต่างๆมาสร้างใหม่เป็นส่วนใหญ่
รัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย วัดสำคัญ ที่เป็นตัวอย่างฝีมือสถาปัตยกรรมในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย คือ พระอุโบสถ และระเบียงล้อมรอบวัดอรุณราชวราราม และวิหารวัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งสร้างต่อจากรัชกาลที่๑


ครั้นเวลาล่วงมาถึงรัชกาลที่ ๓ พระองค์ทรงเอาพระทัยในเรื่องการสร้างและบูรณะวัดมากเป็นพิเศษ จนอาจนับได้ว่าเป็นยุคของสร้างวัด นับจำนวนพระอารามทั้งที่ทรงสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ได้ ๕๓ วัด ถึงกับมีคำพังเพยว่าในรัชกาลที่ ๓นี้หากใครใจบุญสุนทานสร้างวัดวาอารามก็เป็นคนโปรดการช่างศิลปกรรมไทย ในรัชกาลที่ ๓ ได้เจริญก้าวหน้าอย่างสูงสุด แบบอย่างของสถาปัตยกรรมที่งดงาม มีรูปทรงแปลกๆจำนวนมาก ตลอดจนเครื่องประดับ ตกแต่งประกอบตัวอาคาร ได้ก้าวหน้าวิวัฒนาการไปจากที่เคยมีมาแต่เดิมมาก มูลเหตุแห่งการก่อสร้างครั้งใหญ่ ในรัชกาลที่๓ นี้ อาจมาจากกรณีแวดล้อมดังต่อไปนี้ 1. ความประสงค์ที่จะให้กรุงเทพมหานครนี้ รุ่งเรืองด้วยวัดวาอาราม และปราสาทราชฐานเหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา
ความประสงค์นี้ได้มีมาแต่แรก สร้างกรุงรัตนโกสินทร์แล้วนั้น แต่ได้สำเร็จเรียบร้อย บริบูรณ์ลงในรัชกาลที่ ๓ นี้
สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่๓ นี้ ในรัชกาลที่ ๓นี้ ไทยและจีนได้ติดต่อค้าขายกันใกล้ชิด คุ้นเคยสนิทสนมกับพ่อค้าจีนเป็นจำนวนมาก พ่อค้าจีนเหล่านี้ได้นำตุ๊กตาหินมาถวายรัชกาลที่๓ อยู่เนื่องๆ แล้วพระองค์ทรงถวายไปประดับประดาตามวัดต่างๆ


อิทธิพลของศิลปการช่างแบบจีนเข้ามาปะปนเป็นอย่างมาก เช่น หลังคาโบสถ์วิหาร และศาลาการเปรียญ นิยมทำเป็นรูปทรงหลังคาจีน คือไม่มี ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เพราะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาเห็นว่า เครื่องประดับเหล่านี้ไม่ถาวร ดังนั้น หลังคาของสิ่งก่อสร้างต่างๆในรัชกาลนี้ นิยมทำเป็นรูปร่างลุ่นๆแบบจีน หน้าบันก็ใช้กระเบื้องเคลือบสี ประดับ แทนการแกะสลักด้วยไม้ แล้วลงรักปิดทองตามแบบเดิม เช่น วัดราชโอรสาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดสุทัศนเทพวราราม และวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นต้น
1.วัดราชโอรสาราม เดิมชื่อ วัดจอมทอง ที่เขตบางขุนเทียน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้บูรณะและปฎิสังขรณ์ใหม่ทั่วทั้งพระอารามด้วยฝีมือประณีตบรรจง เป็นวัดแรกที่นำศิลปของจีนมาประยุกต์ใช้
และวัดนี้ถือกันว่าเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓ 2.วัดยานนาวา เดิมชื่อ วัดคอกกระบือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระเจดีย์มีฐานเป็นเรือสำเภา ทั้งนี้เพราะในรัชสมัยของพระองค์ ความก้าวหน้าของเรือกำปั่นแบบตะวันตกได้เริ่มเข้ามามีอิทธิพล พระองค์ทรงเกรงว่า อนุชนในสมัยหลังจะไม่รู้จักเรือสำเภา จึงทรงโปรดพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างไว้ให้ดู และเพราะเหตุนี้จึงเปลื่ยนชื่อเป็น วัดยานนาวา
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เดิมชื่อ วัดโพธาราม หรือวัดโพธิ์ วัดนี้ได้เริ่มมีการบรูณะปฎิสังขรณ์มาตั้งแต่ รัชกาลที่ ๑ ครั้นมาถึงรัชกาลที่ ๓ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำเนินการทั้งซ่อมแซม ตลอดจนเครื่องประดับพระอารามต่างฯมากมาย ด้วยฝีมือประณีตและวิจิตร งดงามอย่างยิ่ง
การที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงบูรณะและปฎิสังขรณ์ได้ และทรงทะนุบำรุง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ด้วยประการดังกล่าวมานี้ มีพระราชประสงค์เพื่อให้เป็นแหล่งที่มหาชน ไม่เลือกชั้นวรรณะไปเลือก ศึกษาเล่าเรียนวิชาแขนงต่างๆตามใจชอบ นับว่าเป็นการบำรุงการศึกษาแนวใหม่ที่ไม่เคยมี พระมหากษัตริย์พระองค์ใดเคยทรงกระทำมาก่อน และอาจกล่าวได้ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชน ด้วยเหตุนี้ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จึงได้ชื่อว่าเป็น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมืองไทย
สำหรับการศึกษาในวัด พวกสามัญชนนิยมนำบุตรหลานที่เป็นผู้ชายไปฝากตัวไวักับพระภิกษุตามวัด เป็นลูกศิษย์สำหรับใช้สอย หรือบวชอยู่กับพระภิกษุที่วัดแล้วแต่ความเหมาะสม ส่วนพระภิกษุทำหน้าที่เป็นผู้สอนให้หัดเขียน อ่านหนังสือ วิชาพระศาสนา เช่นภาษาบาลี สันสกฤต และขอม และฝึกอบรมให้รู้จักขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีต่างๆ ส่วนผู้หญิงนิยมให้ได้รับการฝึกอบรมที่บ้าน การเรียนที่สำคัญประการหนึ่ง คือการศึกษาวิชาชีพตามบรรพบุรุษ สืบตระกูลถ่ายทอดกันต่อๆมา เช่น แพทย์ นักกฎหมาย ครูอาจารย์ หรือมีการสืบทอดวิชาชีพกันเป็นกลุ่มตามอาชีพของท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ช่างถม ช่างทอง ช่างปั้น ช่างแกะสลัก ฯลฯ โดยอยู่กันเป็นแหล่งๆ เช่น บ้านหม้อ บ้านบาตร บ้านช่างหล่อ เป็นต้น
มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ มีความรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ทั้งกับฝรั่ง และจีน นิยมสั่งถ้วยชามเบญจรงค์จากประเทศจีน มีความประณีต สวยงามมาก ในช่วงเวลานี้เอง ศิลปสถาปัตยกรรมเองได้เปลื่ยนโฉมหน้าจากแบบประเพณีนิยมเป็นแบบผสม เช่น อาคารที่มีกระเบื้องเคลือบสีตามหน้าบัน ชั้นหลังคา ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ซุ้มประตู และหน้าต่างเปลื่ยนจากซุ้มบัณแถลง หรือ ทรงมณฑป ให้เป็นซุ้มทรงดอกไม้ ที่วิหารพระพุทธไสยาสน์ วัดเชตุพน และอุโบสถ วัดบวรนิเวศ ผสมระหว่างแบบไทยและแบบยุโรป และ จีน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบผสมไทย และจีน พระสถูปกลมทรงลังกา, วัดบวรนิเวศ วัดราชโอรส, วัดเทพธิดา เสาเป็นสี่เหลี่ยมทึบใหญ่ไม่มีบัวหัวเสา
และรัชสมัยนี้ พัฒนาซุ้มแบบใหม่ขึ้น คือที่วัด วัดเชตุพน และวัดสุทัศน์ คือเป็น ซุ้มแบบทรงมงกุฎต่อยอดบัณแถลง เครื่องประดับตกแต่งสถาปัตยกรรมก็เปลื่ยนมาใช้รูปประติมากรรมแบบจีน เช่นที่วัดอรุณ วัดเชตุพน เป็นภาพเกี่ยวกับสัตว์ในป่าหินพานต์ หรือถ้าเป็นภาพคนไทยในยุคนั้น ณ วัดเทพธิดาราม


มีคติแบบใหม่ การก่อสร้างแบบใหม่ เช่น โลหะปราสาทวัดราชนัดดา, รูปเรือสำเภาจีน วัดยานนาวา, ปรางค์วัดอรุณราชวราราม ปรางค์เป็นแบบพิเศษ ทรวดทรงที่แปลก และสมบูรณ์ที่สุด ศิลปก่อสร้างที่เพิ่งแรกสร้างมีขึ้นในรัชกาลที่๓ คือสร้าง การประดิษฐ์ยอดซุ้ม และยอดปราสาทต่างๆ เป็นรูปทรงมงกฎ โดยมีตัวอย่างที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และวัดอรุณราชวราราม และจำพวกสถูป มีดัง พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม รัชกาลที่ ๔
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.๒๓๙๔- ๒๔๑๑

ต่อมาภายหลังที่พระองค์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติแล้ว ทรงตระหนักว่าลัทธิจักรวรรดินิยมกำลังแผาขยายเข้ามาในประเทศเพื่อนบ้าน การล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกเป็นสัญญาณเตือนให้ทราบว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องยอมรับอารยธรรมตันตกเข้ามาปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย เพื่อให้ชาติมหาอำนาจตะวันตกยอมรับ ไม่ข่มขู่ดังที่เป็นในประเทศอื่นๆ
เป็นผลให้ทรงสามารถพาประเทศชาติผ่านมหันตภัยทางการเมืองมาได้อย่างสวัสดิภาพ สำหรับพระปฐมเจดีย์นั้น พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่ตั้งแต่ต้นรัชกาลที่เดียว โดยออกแบบทำเป็นพระมหาสถูปใหญ่ มีขนาดใหญ่กว่าองค์เดิมมาก สร้างขึ้นครอบองค์เดิมไว้ ส่วนองค์เดิมก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จำลองขนาดย่อมาสร้างไว้ทางทิศใต้ แล้วสร้างวิหารทั้ง ๔ ทิศ และพระระเบียงล้อมรอบ มีอุโบสถ และหอระฆังขึ้นใหม่
และพร้อมกันนั้น พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขูดตลองเจดีย์บูชาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่มหาชนที่จะเดินทางไปนมัสการปูนียสถานแห่งนี้ พระองค์ทรงสร้างเป็นภูเขาทอง มีเจดีย์บนยอด ทำบันไดเวียนถึงพระเจดีย์ พระราชทานนามว่า "บรมบรรพต" แต่ราษฎรนิยมเรียกว่า "ภูเขาทอง" รัชกาลที่ 4 นิยมแบบดั้งเดิมอย่างคตินิยมสมัยอยุธยา


การฟื้นกลับของศิลป เป็นเรื่องราวน่าศึกษาอย่างยิ่ง ปรากฏบ่อยๆว่า ศิลปใดที่สู่จุดอิ่มตัวแล้ว ก็มักจะมีการฟื้นกลับไปสู่สมัยโบราณอันรุ่งเรืองอีกที ศิลปะไม่ว่าของชาติใดภาษา จะมีวิวัฒนาการเป็นอย่างนี้เสมอ ดงเช่น ศิลปะ นีโอ คลาสิก เป็นการฟื้นกลับของศิลปไปสู่กรีกอันรุ่งโรจน์ แต่อดีตสมัยของไทยเรา จะเห็นได้ว่าชัดในงานสถาปัตยกรรม สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งนิยมสร้าง พระเจดีย์กลมแบบเก่า แทนที่จะทำแต่เจดีย์เหลี่ยม อันนิยมกันยุคนั้น
เจดีย์กลมรัชกาลที่ 4 จึงเป็นการฟื้นกลับของศิลปอยุธยาโดยตรง หน้าบันประดับกระเบื้อง ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เป็นปูนปั้น เช่น วัดมงกุฎกษัตริยาราม วัดโสมนัสวิหาร และนิยมสร้างเจดีย์กลมมากกว่าเหลี่ยม, ซุ้มประตู และหน้าต่าง ทำเป็นรูปพระปรมาภิไธย โดยทำเป็นทรงมงกุฎเช่นที่ ปราสาทพระเทพบิตร วัดราชประดิษฐ์ ซึ่งวัดนี้เป็นวัดประจำรัชกาลด้วย
พระปฐมเจดีย์เป็นอนุสรณ์การค้นพบพระมหาสถูปเจดีย์ทางพุทธศาสนานิกายหินยานองค์แรกในภาค พื้นสุวรรณภูมิ
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถือเป็นช่วงที่ประเทศ ต้องพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญเท่าอารยประเทศ ในทุกๆด้าน ตั้งแต่ ปฏิวัติการแต่งกาย การปกครอง สถาปัตยกรรมและป้องกันประเทศมหาอำนาจนำมาเป็นข้ออ้างในการล่าเป็นเมืองขึ้น, เรือนฝากระดานแบบฝาปะกนค่อยๆหายไป แทนที่ด้วยอาคารแบบยุโรป สถานที่ราชการก็เปลื่ยนเป็นแบบยุโรป วังเจ้านายก็เป็นตึกแบบฝรั่ง พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทก็สร้างแบบไทยผสมยุโรป
วัดประจำรัชกาลที่5 คือ วัดราชบพิธ เป็นวัดไทยที่บุด้วยกระเบื้องเบญจรงค์ทั้งวัด บานประตู โบสถ์ วิหาร ประดับมุก
วัดเบญจมบพิตร(หินอ่อนจากอิตาลี)
ยึดพระเจดีย์เป็นประธานของวัดอย่างแต่ก่อน ออกแบบโดยเจ้าฟ้าพรยานริศรานุวัดติวงศ์
วัดนิเวศธรรมประวัติ อ.บางปะอิน (ศิลปโกธิค)

 

 

พัฒนาโดย นายธนวัฒน์ ไกรกิจราษฎร์ และ นางสาวศิริลักษณ์ อิ่มเอิบ
นำเสนอ อาจารย์ ภาสกร เรืองรอง
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2548 โดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

กลับสู่หน้าหลัก