Web เพื่อการเรียนรู้
กลุ่มการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์

สมัยอยุธยา(พ.ศ. 1700-2500)

กรุงศรีอยุธยาสถาปนาขึ้นเมื่อ1893และได้แคว้นสุโขทัยไว้ในราชอาณาจักรของตนโดยสมบรูณ์
สมัยอยุธยา พุทธ 20-23 กรุงศรีอยุธยาตั้งมั่นและมีความเจริญรุ่งเรื่องกว่า 417 ปี มีกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองมาถึง 34 องค์ 6 ราชวงศ์ กรุงศรีอยุธยาผ่านช่วงเวลาของความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดมาถึง 2 ครั้ง ตกต่ำพ่ายแพ้ศึกสงครามเป็นประเทศราชถึง 2 ครั้ง กรุงศรีอยุธยาสถาปนาขึ้นที่ชุมทางแม่น้ำ คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)พระองค์ทรงประกาศอิสระจากขอม ใน พ.ศ. 1983, พระเจ้าอู่ทองทรงใช้เวลาในสร้างพระนครถึง 3 ปี โปรดเกล้าให้สร้างกำแพงเมืองขึ้นเป็นอันดับแรก (ถมดินเป็นเชิงเทินแล้วปักเสาเป็นกำแพง) ครั้นวันศุกร์ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล ไทศก
จุลศักราช 712 จึง ได้ทำพิธีสถาปนากรุงศรีอยุธยา เสด็จเข้ามาเสวยราชสมบัติ ณ พระนครใหม่

กรุงเทพทวราวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรัมย์กรุงศรีอยุธยา
ซึ่งเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง เริ่มมีอาณาเขตกว้างขวาง รอบแคว้นสุพรรณภูมิ
และสุโขทัยเข้าไว้ในอำนาจ ผลิตสังคโลกเป็นสินค้าส่งไปขายกับประเทศจีน
และเมืองต่างๆ เป็นจำนวนมาก สิ่งทีนิยมมากที่สุด คือเครื่องลายคราม ดังปรากฎ
ในบันทึกของชาวฝรั่งเศส ในท้องพระคลังหลวง และร้านขุนนางสำคัญจะเต็มไปด้วยเครื่องลายคราม แม้แต่พระเจ้าหลุยส์แห่งฝรั่งเศส ก็มีเครื่องลายครามเป็นจำนวนมากเช่นกัน รวมถึงสินค้าป่าประเภทต่างๆ แลกเปลี่ยนสินค้าจากต่างประเทศ เช่น ผ้าแพร เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผาเคลือบชนิดต่างๆ รวมถึง กระเบื้องหลังคา ช่อฟ้าบราลี กระเบื้องปูพื้นโบสถ์วิหาร บรรดาสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องราชกุฎธภัณฑ์ที่ทำด้วยทองคำ (กรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ) สมกับยุคทหารด้วยยุคนี้ อยุธยามีแสนยานุภาพอันเกรียงไกรสามารถขับไล่ขอมออกไปและส่งกองทัพขึ้นเหนือไปยึดเมืองเชียงใหม่ และเมืองลำพูนศิลปอยุธยาได้นำระบบการสร้างปรางค์อย่างละโว้ คติการสร้างปรางค์เป็นหลักของวัด และ ปรางค์หันหน้าสู่ทิศตะวันออก มีซุ้มปรางค์ด้านหน้า และ มีบันไดทอดขึ้นองค์ปรางค์ เป็นคติที่นิยมกันมากในสมัยอู่ทอง และ ลพบุรี และนิยมสร้างเฉพาะวัดสำคัญอันเป็นหลักของพระนคร (วัดมหาธาตุอยุธยา )


เข้าใจว่า คติเช่นนี้ เป็นการนิยมฟื้นกลับสู่ศิลปลพบุรีสมัยต้น สถาปํตยกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น การนิยมทำเจดีย์หลักของวัดให้เป็น ปรางค์เลียนแบบเทวสถานของขอม แต่เจดีย์รายรอบองค์มหาธาตุ คงยังเป็นเจดีย์สูงแบบละโว้ผสมอู่ทองอันเป็นแบบดั้งเดิมที่เคยนิยมกันมาก่อนนั้นเอง องค์ปรางค์ใหญ่ก่อด้วยศิลา ทั้งนี้ทำตามคติขอม จึงต้องใช้วัสดุแบบขอม พระวิหารขนาดใหญ่สร้างอยู่หน้าองค์ปรางค์ ระเบียงล้อมพระปรางค์ พระปรางค์ใหญ่
คติการสร้างพระวิหาร ไม่มีหน้าต่าง มีแต่เสามะหวด (ช่องลม) ปรากฏเห็นเด่นชัด
วัดพุทธไธสวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา
วัดพระราม จ.พระนครศรีอยุธยา
วัดมหาธาตุ จ.พระนครศรีอยุธยา
วัดราชบูรณะ จ.พระนครศรีอยุธยา
สำหรับพระอุโบสถแยกออกไปอยู่เป็นสัดส่วนต่างหาก และมีขนาดเล็กกว่าพระวิหาร ทั้งวิหาร และ พระอุโบสถ มีเสาขนาดใหญ่ เป็นเสา 4 เหลี่ยม หรือ 8 เหลี่ยม หัวเสาเป็นบัวโถแบบบัวตูม เสาเรียงเป็นสองแถว เพื่อรับเครื่องหลังคา มีเพดานปิดไม่ให้เห็นส่วนหลังคา
เพดานจำหลักเป็นรูปดาว ดอกจอก ดังปรากฎที่วัดหน้าพระเมรุ วั?กษัตรราราม
หน้าบันไม่นิยมทำลวดลาย แต่สลักไม้เป็นรูปเทวดา เช่น พระนารายณ์ทรงครุฑ
มีบริวารเป็นเทวดา หรือกุมภัณฑ์ล้อมรอบ เบื้องบนเป็นรูปฉัตรหลายชั้น (วัดหน้าพระเมรุ วัดนางปลื้ม คันทวยทำเป็นหยักลูกคลื่น คล้ายนาคสะดุ้งของขอม ใหญ่โตและแข็งแรง และงดงามมาก ตามแนวลัทธิลังกาวงศ์ พระเจดีย์แบบลังกา ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน เริ่มต้นที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระสถูปเป็นรูประฆังคว่ำ รูปทรงเพรียวเป็นจอมแห 3 องค์บนฐานเรียงเดียวกันมีมณฑปชั้น
ในระหว่างทั้ง 3 องค์ฐานทักษิณสูง มีมุขเล็กๆ ทั้ง 4 ทิศ (ซุ้มจรนัมจัตุรทิศ)บรรจุพระพุทธรูปยืนทุกซุ้มบนยอดจั่วมีพระสถูปเจดีย์องค์เล็ก
เป็นบราลีนำสายตาสู่จอมแห องค์ระฆังเป็นทรงลังกาอย่างชัดเจน มีบัลลังค์สี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ซ้อนอยู่ชั้นบน ตั้งเสาหานเป็นวงกลมรับปล้องไฉนเป็นรูปการของฉัตรหลายสิบชั้นซ้อนเรียงเข้าหายอด
แล้วแถบเรียบๆ (ปลีขนาดสั้น) ยอดสุดเป็นหยดน้ำค้าง, ลูกแก้ว ปรางค์ใช้พระพุทธปรางค์เป็นประธานของพุทธวาสแทนพระสถูปเจดีย์
(เปลี่ยนตามศาสนาที่นับถือขณะนั้น สับเปลี่ยนโดย ยกเทวรูปออกอัญเชิญ
พระพุทธรูปเข้าประดิษฐานแทน) ที่วัดพระราม วัดพระศรีมหาธาตุ วัดราชบูรณะ มีพัฒนาการแปลกเจดีย์เหลี่ยมไม้สิบสองถึงบนยอดคูหาเหลี่ยมแบบศรีวิชัยดัดแปลงฐานทักษิณ ฐานสี่เหลี่ยมซ้อนด้วยแปดเหลี่ยมจะมุมไว้พระสถูปเจดีย์เข้ารูปทรงจอมแหที่พระเจดีย์ที่
วัดใหญ่ชัยมงคล, พระเจดีย์ศรีสุริโยทัย พระเจดีย์วัดภูเขาทอง, อยุธยาเป็นเจดีย์สี่เหลี่ยมที่สร้าง
บนฐานสูง 3 ชั้น ทำให้องค์เจดีย์สง่างามมากในบรรดาพระเจดีย์เหลี่ยมในยุคนี้


อยุธยาตอนต้น จบลงพร้อมกับ การสิ้นสมัยของนักรบ ยุคที่อยุธยา ส่งกองทัพอันเกรียงไกร และมีชัยชนะเหนือ เมืองลำพูน และ เมืองเชียงใหม่ กรุงศรีอยุธยาเริ่มปั่นป่วน จนเสีย
กรุงให้กับพม่า กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 1 ให้กับพม่า เมื่อ พ.ศ. 2112 เป็นเมืองขึ้นอยู่ 15 ปี พม่าขนอาวุธ และทรัพย์สมบัติไปหมดสิ้น บ้านเมืองจึงยากจน พระอารามที่สร้างจึงมีขนาดเล็กลง ไม่ใหญ่เท่าเหมือนสมัยก่อนเสียกรุง พระวิหารก็ก่ออิฐถือปูน ไม่ใช้ศิลา พระอุโบสถขนาดย่อม
ไม่มีเสาพาไล ไม่มีเสา ด้านในอุโบสถ ผนังด้านข้างทึบ ไม่มีหน้าต่าง เจดีย์หลักเป็นเจดีย์ลังกา ลักษณะเป็นฐานวงกลม ศิลปอยุธยาอย่างแท้จริง ครั้นสมเด็จนเรศวรทรงทำศึกเพื่อกอบกู้กรุงศรีอยุธยาแล้วประกาศอิสรภาพ และไล่พม่าได้สำเร็จแล้ว กรุงศรีอยุธยาก็เจริญขึ้นถึงขีดสุดในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ศิลปยุโรปเริ่มเข้ามา ผสมผสานกับศิลปไทย อย่างมาก ผลคือ การปฎิรูปครั้งใหญ่ ศิลปผันแปรไปโดยสิ้นเชิง เป็นก้าวสำคัญของการวิวัฒนาการ ตั้งแต่พระเจ้าปราสาททองตีกัมพูชาได้ รับปรางค์ สถาปัตยกรรมขอมมาเป็นอย่างในการสร้างวัดไชยวัฒนารามในกรุงศรีอยุธยา
โดยจำลองพระนครวัต ณ ตำบลวัดเทพจันทร์ ริมแม่น้ำป่าสัก แม้จะมีขนาดใหญ่โต แต่มีลักษณะเฉพาะของอยุธยา
เฉพาะวัดไชยวัฒนาราม สามารถสร้างอย่างประณีต โอ่อ่า และสวยงามที่สุด
แม้ราชฑูลลังกาเข้าชม ได้พรรณนาความงามไว้อย่างเลิศล้น "ชิณะศาสนสถานนั้น สร้างขนาดใหญ่ไม่ด้อยกว่าเทวาลัยของศาสนาพราหมณ์ มีการประดับประดาด้วยการแกะสลักอย่างละเอียดลออมากเกินความจำเป็นประสงค์แต่เพียง เพื่อแสดงให้คนเกิดศรัทธาในความยิ่งใหญ่ของการประดับประดาเช่นเดียวกับ
เทวาลัยของศาสนาพราหมณ์เช่นกัน

"วัดพุทธศาสนาในเมืองไทยสร้างขึ้นตามคติของพุทธศาสนาในลังกา คือ ผังผสมระหว่างพุทธกับพราหมณ์ฮินดู (แบบเดียวกับขอม เป็นแบบผิวมโหฬารอันสง่างาม
น่าชมอย่างยิ่ง เช่น นครวัด) เริ่มสร้างไม่คำนึงเพื่อก่อให้เกิดผังอันมโหฬาร แต่มุ่งแต่จะใช้ประโยชน์เป็นสำคัญ เพื่อเรียกศรัทธาจากมหาชน ค่อยต่อเติมเข้าเรื่อยๆตามเหมาะสม ตามจุดหมายให้พระสถูปเจดีย์เป็นศูนย์กลางประธานของวัดอย่างชัดเจน แต่อีกหลายวัดในสมัยเดียวกัน สมัยของพระองค์กลับสร้างเจดีย์เหลี่ยมย่อมุม 12 เป็นหลักของวัด อันเป็นความนิยมของยุคนั้น ดังเช่น เจดีย์ภูเขาทองที่อยุธยา องค์พระสถูปเป็นระฆังทรงสูงเพื่อแข่งกับลักษณะของพุทธปรางค์ ซึ่งนิยมตั้งไว้บนฐานสูงรูปต่างๆ, สี่เหลี่ยมจัตุรัสแล้วย่อเป็นรูปแปดเหลี่ยมถึงรูปกลม ฐานมักโค้ง กระเบื้องเคลือบ วัดกระเบื้องเคลือบ เจดีย์ย่อเหลี่ยมไม้สิบสองในสมัยพระเจ้าปราสาททอง วัดชุมพลนิกายาราม บางประอิน อยุธยา ในรัชสมัยของพระเจ้าปราสาททอง ปรากฏมีการก่อสร้างวัดวาอาราม และปราสาทราชวังเป็นจำนวนมาก น่าเสียดายว่าได้ถูกทำลายเสียมากเมื่อคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย คือเสียกรุงเมื่อ
พ.ศ. 2310 พระอุโบสถ และพระวิหาร ในสมัยอยุธยาตอนปลาย แบกลักษณะเป็น 2 แบบ แบบ 1 พระอุโบสถมีขนาดย่อม ก่อผนังหุ้มกลอง หน้า หลัง เชื่อมผนังเป็นหน้าบันยันอกไก่ ปูนปั้น เป็นรูปลานเครือเถา ประดับ ช่อฟ้า ใบระกาหายไป กลายเป็นลวดลายปูนปั้นแทน เช่นที่
วัดธามาราม อยุธยา ,วัดช่องลม อยุธยา แบบ 2 พระอุโบสถ เจาะหน้าต่างถี่ มีเสารับชายคา
ปีกนกด้านหน้า และด้านหลัง ด้านละ 2 เสา เสา เป็นแบบย่อมุม 12 บัวหัวเสากลีบยาว หลังคามีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันเป็นลายสลักไม้ เช่น พระอุโบสถ วัดบรมพุทธาราม อยุธยา
หรือ บานประตูมุก วิหารพระพุทธชินราชที่พิษณุโลก เส้นฐานและเส้นหลังคาอ่อนโค้งเป็นแนวขนาน รูปสันศาน หย่อนท้องช้าง


กรุงศรีอยุธยาสืบต่อความเป็นปึกแผ่นของบ้านเมืองขนาดใหญ่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำ เริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างพระนครศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีตั้งแต่ พ.ศ. 1893 จนสิ้นเสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2310 เมื่อวันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เพลาบ่าย 4 โมง พม่ายิงปืนป้อมสูงระดมเข้ามาในกรุง แล้วเอาเพลิงจุดเชื้อที่รากกำแพง ครั้นเพลาค่ำกำแพงทรุดลง พม่าก็เข้ากรุงได้เข้าเผาพระราชวังและวัดพระศรีสรรเพชญ กวาดเอากษัตริย์ขัตติยวงศ์ ท้าวพระยาเสนาบดีไป เผาบ้านเมืองอยู่ 15 วัน สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงกอบกู้อิสรภาพได้สำเร็จ แต่สภาพบ้านเมืองทรุดโทรม เสียหายมากจนยากแก่การบรูณะ จึงทรงย้ายราชธานีไปอยู่ ณ กรุงธนบุรี กรุงธนบุรีเป็นราชธานีอยู่เพียง 15 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนากรุงเทพฯขึ้น ในปี 2325


 

พัฒนาโดย นายธนวัฒน์ ไกรกิจราษฎร์ และ นางสาวศิริลักษณ์ อิ่มเอิบ
นำเสนอ อาจารย์ ภาสกร เรืองรอง
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2548 โดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

กลับสู่หน้าหลัก