
|
สรุปเนื้อหา บทที่ 1- 4 รายวิชา Data Communication |
|
บทที่ 1 การสื่อสารข้อมูลสำหรับธุรกิจในปัจจุบัน |
การสื่อสารข้อมูล (Data Communication)
การสื่อสารข้อมูล (Data Communications) หมายถึง กระบวนการถ่ายโอนหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยผ่านช่องทางสื่อสาร เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางในการส่งข้อมูล เพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน
วิธีการส่งข้อมูล จะแปลงข้อมูลเป็นสัญญาณ หรือรหัสเสียก่อนแล้วจึงส่งไปยังผู้รับ และเมื่อถึงปลายทางหรือผู้รับก็จะต้องมีการแปลงสัญญาณนั้น กลับมาให้อยู่ในรูปที่มนุษย์ สามารถที่จะเข้าใจได้ ในระหว่างการส่งอาจจะมีอุปสรรค์ที่เกิดขึ้นก็คือ สิ่งรบกวน (Noise) จากภายนอกทำให้ข้อมูลบางส่วนเสียหาย หรือผิดเพี้ยนไปได้ซึ่งระยะทางก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยเพราะถ้าระยะทางในการส่งยิ่งมากก็อาจจะทำให้เกิดสิ่งรบกวนได้มากเช่นกัน จึงต้องมีหาวิธีลดสิ่งรบกวน
เหล่านี้ โดยการพัฒนาตัวกลางในการสื่อสารที่จะทำให้เกิดการรบกวนน้อยที่สุด
องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของระบบ
องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของระบบสื่อสารโทรคมนาคม
สามารถจำแนกออกเป็นส่วนประกอบได้ดังต่อไปนี้
1. ผู้ส่งข่าวสารหรือแหล่งกำเนิดข่าวสาร (source)
อาจจะเป็นสัญญาณต่าง ๆ
เช่น สัญญาณภาพ
ข้อมูล และเสียงเป็นต้น
ในการติดต่อสื่อสารสมัยก่อนอาจจะใช้แสงไฟ
ควันไฟ หรือท่าทางต่าง ๆ
ก็นับว่าเป็นแหล่งกำเนิดข่าวสาร จัดอยู่ในหมวดหมู่นี้เช่นกัน
2. ผู้รับข่าวสารหรือจุดหมายปลายทางของข่าวสาร (sink)
ซึ่งจะรับรู้จากสิ่งที่ผู้ส่งข่าวสาร หรือแหล่งกำเนิดข่าวสารส่งผ่านมาให้ตราบใด
ที่การติดต่อสื่อสารบรรลุวัตถุประสงค์
ผู้รับสารหรือจุดหมายปลายทางของข่าวสารก็จะได้รับข่าวสารนั้น
ๆ ถ้าผู้รับสารหรือ จุดหมายปลายทางไม่ได้รับ
ข่าวสาร ก็แสดงว่าการสื่อสารนั้นไม่ประสบความสำเร็จ
กล่าวคือไม่มีการสื่อสารเกิดขึ้นนั่นเอง
3. ช่องสัญญาณ
(channel) ในที่นี้อาจจะหมายถึงสื่อกลางหรือตัวกลางที่ข่าวสารเดินทางผ่าน อาจจะเป็นอากาศ สายนำสัญญาณต่าง
ๆ หรือแม้กระทั่งของเหลว
เช่น
น้ำ
น้ำมัน เป็นต้น เปรียบเสมือนเป็นสะพานที่จะให้ข่าวสารข้ามจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
4. การเข้ารหัส
(encoding) เป็นการช่วยให้ผู้ส่งข่าวสารและผู้รับข่าวสารมีความเข้าใจตรงกันในการสื่อความหมาย จึงมีความจำเป็นต้องแปลง
ความหมายนี้ การเข้ารหัสจึงหมายถึงการแปลงข่าวสารให้อยู่ในรูปพลังงาน ที่พร้อมจะส่งไปในสื่อกลาง ทางผู้ส่งมีความเข้าใจต้องตรงกันระหว่าง
ผู้ส่งและผู้รับ หรือมีรหัสเดียวกัน การสื่อสารจึงเกิดขึ้นได้ 5. การถอดรหัส
(decoding) หมายถึงการที่ผู้รับข่าวสารแปลงพลังงานจากสื่อกลางให้กลับไปอยู่ในรูปข่าวสารที่ส่งมาจากผู้ส่งข่าวสาร โดยมีความเข้าในหรือรหัสตรงกัน
6. สัญญาณรบกวน
(noise) เป็นสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ มักจะลดทอนหรือรบกวนระบบ
อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งทางด้านผู้ส่งข่าวสาร ผู้รับข่าวสาร และช่องสัญญาณ แต่ในการศึกษาขั้นพื้นฐานมักจะสมมติให้ทางด้านผู้ส่งข่าวสารและผู้รับข่าวสารไม่มีความผิดพลาด ตำแหน่งที่ใช้วิเคราะห์
มักจะเป็นที่ตัวกลางหรือช่องสัญญาณ เมื่อไรที่รวมสัญญาณรบกวนด้านผู้ส่งข่าวสารและด้านผู้รับข่าวสาร ในทางปฏิบัติมักจะใช้ วงจรกรอง (filter)
|
บทที่ 2 พื้นฐานการสื่อสารข้อมูล Basic of Data Communication |
องค์ประกอบระบบการสื่อสารข้อมูล
![]() |
วิธีการแปลงข้อมูลเป้นสัญญาณ
Converting Analog Data into Analog Signal มี 3
วิธี ได้แก่
*AM
*FM
*PM
Converting Digital Data into Digital Signal มี 4
วิธี ได้แก่
*NRZ-L
*NRZ-I
*
*Differential
Converting Analog
Data into Digital Signal มี 2
วิธี ได้แก่
*Pulse code modulation
*Delta modulation
Converting Digital Data into Analog Signal มี 3
วิธีได้แก่
*ASK
*FSK
*PSK
Data Processing
Centralized Data processing
Decentralized Data processing
Distributed Data processing
Data Communication Applications
Centralized
Data processing (การประมวลผลข้อมูลแบบรวมศูนย์)
เป็นระบบการทำงานที่โปรแกรมการทำงานทุกอย่างอยู่ที่เครื่องหลัก
Host เครื่องเดียว ทั้ง DBMS,
Database Application และโปรแกรมติดต่อรับส่งข้อมูล ในส่วนของผู้ใช้งานจะติดต่อมาที่ Host
ผ่านทางเครื่อง Dump Terminal เช่น
โดยงานที่ใช้ได้แก่ การสรุปรายการบัญชีประจำวัน(จำนวนมากๆ)กับสำนักงานใหญ่
หรืองานที่สรุปข้อมูลกับ Data Warehouse
Decentralized
Data processing (การประมวลผลข้อมูลแบบกระจาย) เช่น
o
Client/Server Processing
o
Two-tier, Three-tier and N-tier Architectures
o
Distributed applications
o
Distributed data
ประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูลสำหรับธุรกิจ
ลดต้นทุนการทำงาน พนักงาน
ประหยัดเวลาในการทำงาน
สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้
ขยายกิจการได้ง่าย
Business Data Communication Applications
Major data communication applications include:
- E-mail
- Groupware
- Knowledge management system
- E-commerce and e-business application
- Wireless
applications
|
บทที่ 3 สื่อที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล (Media) |
สื่อที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้
2 กลุ่มคือ สื่อประเภทเหนี่ยวนำ ได้แก่ สายคู่บิดเกลียว(Twisted Pair Wire)
สายโคแอกเชียล(CoaZiai Cable) และสายใยแก้วนำแสง(Fiber
Optics)
1. สายคู่บิดเกลียว(Twisted Pair
Wire )
ประกอบด้วยสายหลายคู่ แต่ละคู่มี 2 เส้นพันกันอยู่ มีสารที่ใช้หุ้มเป็น พลาสติก
และภายในเป็นลวดทองแดง และพลาสติกที่หุ้มแต่ละคู่จะมีสีต่างกัน สมัยก่อนนิยมใช้กับสายโทรศัพท์
ราคาไม่แพง สามารถขึงจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้ ข้อเสียคือ สัญญาณที่ส่งผ่านลวดทองแดงถูกรบกวนได้ง่าย
เช่นถูกรบกวนจากการทำงานของเครื่องแอร์ สายประเภทนี้เหมาะกับการส่งสัญญาณเสียง เพราะถ้าข้อมูลถูกรบกวนนิดหน่อยก็ยังฟังรู้เรื่อง
2.สายโคแอกเชียล( Coaxial Cable )
เป็นสายที่ใช้สัญญาณที่ดีใช้ในสำนักงาน ห้องใต้ดิน ใต้มหาสมุทร มีลวดทองแดงเป็นตัวนำอยู่ในสุด
หุ้มด้วยชั้นของฉนวน รอบชั้นของฉนวนจะถูกหุ้มโลหะที่สานเป็นตาข่าย โลหะชั้นนี้จะทำหน้าที่ป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก
การส่งสัญญาณจะส่งได้เร็วกว่า Twisted pair wire และ
ระยะทางใช้ได้ยาวกว่า Twisted pair wire แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
* Baseband สายทองแดงเส้นในใช้ส่งสัญญาณ
1 อย่างในเวลาเดียวกัน สัญญาณจะถูกส่งด้วยความเร็วสูง 10 ล้านบิตต่อนาที ในระยะ
* Broadband สามารถใช้ส่งสัญญาณมากกว่า
1 อย่าง คล้ายกับสัญญาณโทรทัศน์ สามารถสัญญาณเสียง ภาพ และข้อมูล สามารถส่งในเวลาเดียวกัน
3. สายใยแก้วนำแสง (Fiber Optics
)
สายของ Fiber Optics ใช้ส่งสัญญาณ เท่ากับ 1500 คู่ของสาย Twisted
pair เป็นเทคโนโลยี่ที่ใช้แทนระบบลวดในปัจจุบัน มีสายเล็กๆเป็นหลอดแก้ว
มีขนาดเท่ากับเส้นผม ใช้นำสัญญาณแสงด้วยสมรรถภาพสูง ความเร็วตั้งแต่ 100
Mbps ถึง 2 Gbps
ข้อดีก็คือ ส่งสัญญาณได้มากและเร็ว ประหยัดเนื้อที่ ไม่ถูกรบกวนโดยสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า
ข้อเสียคือ ราคาแพงและการติดตั้งสายทำได้ยากกว่า
การสื่อสารแบบไร้สายหรือสื่อประเภทกระจายคลื่น
1. คลื่นวิทยุ (Broadcast radio) ที่มีการกระจายออกอากาศโดยทั่วไปทั้งในระบบ
AM และ FM การแพร่กระจายเคลื่อนหรือการส่งออกอากาศ
จะเกิดขึ้นในทุกทิศทุกทาง ทำให้เสาร์อากาศที่ใช้รับสัญญาณไม่จำเป็นต้องตั้งให้มีทิศทางให้ชี้ตรงมายังเสาร์สัญญาณ
2. คลื่นไมโครเวฟ (Microwave) ที่ใช้ถ่ายทอดสัญญาณที่มีความถี่สูงมาก ซึ่งช่วยให้สามารถส่งข้อมูลออกไปด้วยอัตราความเร็วที่สูงมากด้วย
โดยจะเดินทางเป็นเส้นตรง จึงเรียกว่าเป็นเป็นสัญญาณทิศทางเดียว มีด้วยกัน 2 ประเภทคือ
Microwave Transmission
คือสัญญาณคลื่นวิทยุที่นำมาใช้ในการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงทั้งสัญญาณเสียงและข้อมูล
มีจานส่งและรับข้อมูลตั้งอยู่บนเสาสูง ยอดตึก หรือภูเขา ส่งสัญญาณเป็นเส้นตรงและในเส้นที่มองเห็นจะมีอะไร
มาขวางกั้นไม่ได้ ระยะทางของจานรับ/ส่งประมาณ 25 - 27 ไมล์
Satellite Transmission
ดาวเทียมที่ใช้สื่อสาร (communication Satellite) รับสัญญาณที่ส่งไปจากผิวโลก
ขยายสัญญาณและส่งกลับมายังโลกที่อีกจุดหนึ่งEarth Station (สถานีพื้นโลก)
จะใช้จานส่ง/รับ เป็นจานดาวเทียมขนาดใหญ่การส่งจากสถานีพื้นโลกไปยังดาวเทียมเรียกว่า
Up link การส่งจากดาวเทียมกลับมายังสถานีพื้นโลกเรียกว่า Down
link ดาวเทียมจะอยู่ห่างจากผิวโลก
|
บทที่ 4 วิธีการถ่ายทอดข้อมูล (Data Transmission) |
องค์ประกอบของการถ่ายทอดข้อมูล ประกอบด้วย
1.ทิศทางการถ่ายทอดสัญญาณ
คือทิศทางของการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ผู้ส่งและผู้รับ ปกติสัญญาณจะถูกส่งผ่านสื่อออกไปยังผู้รับ
โดยมีการกำหนดขั้นตอนและวิธีการควบคุมทิศทางการส่ง
(Transmission Direction) ที่แน่นอน จึงจะสามารถรับ - ส่ง ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง สำหรับวิธีการควบคุมทิศทางการส่งข้อมูลนั้นสามารถแบ่งออกได้
3 ชนิดคือ
* แบบทิศทางเดียว
(Simplex) เช่นการถ่ายทอดข้อมูลราคาซื่อขายหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์มายังเครื่อง
PC ที่บ้าน
* แบบกึ่งสองทิศทาง (Half
Duplex) เช่นการรับส่งข้อมูลผ่านโมเด็มทั่วไป
* แบบสองทิศทาง
(Full Duplex) การรับส่งสัญญาณผ่านช่องสื่อสารแบบ
RS-232
****โดยการที่จะเลือกใช้วิธีใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลที่ต้องการส่ง****
2.รูปแบบการถ่ายทอดสัญญาณ
หมายถึงกระบวนการในการถ่ายทอดสัญญาณระหว่างผู้รับและผู้ส่งกระบวนการถ่ายทอดสัญญาณพื้นฐานที่ใช้ในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบ คือ
2.1
การถ่ายทอดสัญญาณแบบอะซิงโครนัส(Asynchronization)
เป็นวิธีการส่งที่มีประสิทธิภาพต่ำ เพราะสัญญาณที่เป็นข้อมูลจริงมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนสัญญาณที่ส่งออกไปทั้งหมด และยังมีการเว้นช่วงว่าง(Idle)ในการส่งอีกด้วย อย่างไรก็ตาม วิธีการส่งสัญญาณแบบนี้ยังเป็นแบบที่ง่ายที่สุด
จึงยังใช้งานในปัจจุบัน และใช้กับโมเด็มส่วนใหญ่ เพื่อรับส่งข้อมูลจำนวนไม่มาก
2.2 การถ่ายทอดสัญญาณแบบซิงโครนัส(Synchronization)
เป็นการถ่ายทอดสัญญาณ โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละ 1 กลุ่มหรือบล็อก ดังรูปหน้า 157 ประกอบด้วยข้อมูล 4 ส่วน คือ
1. ตัวอักษรซิงค์ 3 ตัว
2. ข้อมูลที่ต้องการส่ง
3.ชุดข้อมูลควบคุม
4.ตัวอักษรสิ้นสุดบล็อก
เป็นวิธีการส่งที่มีประสิทธิภาพดีกว่าแบบอะซิงค์ เพราะสัญญาณที่เป็นข้อมูลจริงมีจำนวนมากเมื่อเทียบกับจำนวนสัญญาณที่ส่งออกไปทั้งหมด ในปัจจุบันวิธีการส่งสัญญาณแบบนี้ใช้กับรับส่งข้อมูลจำนวนมาก จึงนิยมนำไปใช้กับเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ และใช้กับระบบเครือข่ายวงกว้าง(WAN)
เป็นการถ่ายทอดสัญญาณที่สำคัญที่ใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่
1. การถ่ายทอดสัญญาณแบบอนุกรม
เป็นการถ่ายทอดสัญญาณในลักษณะของกระแสบิท(bit stream) เรียงกันไปตามลำดับบนสายสื่อสารเพียงสายเดียว ซึ่งใช้วิธีการส่งได้ 2 แบบคือ แบบซิงค์ และแบบ
อะซิงค์
ขึ้นกับอุปกรณ์ที่ใช้งาน 1. กรณีใช้อุปกรณ์แบบ RS-232 ต่อเชื่อมกับ Port
Serial ของ
เครื่อง Computer จะใช้วิธีการถ่ายทอดสัญญาณแบบ ซิงโครนัส
****กรณีใช้อุปกรณ์โมเด็มเพื่อส่งสัญญาณผ่านสายโทรศัพท์จะใช้วิธีการถ่ายทอดสัญญาณแบบ อะซิงโครนัส ****
2. การถ่ายทอดสัญญาณแบบขนาน
เป็นการถ่ายทอดสัญญาณในลักษณะขนานแบบอะซิงค์ ส่งข้อมูลทได้เร็ว เนื่องจากทุกบิตจะถูกส่งออกไปทีเดียวพร้อม ๆกัน(ตามจำนวนสายของสื่อ)แบบขนานกันไป ไม่ต้องเรียงกัน มักใช้ในการติดต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์รอบข้าง และใช้ส่งข้อมูลในระยะทางใกล้ ๆ เช่น สาย Printer
****แต่ข้อเสียคือจะเสียค่าใช้จ่ายสูง
เพราะต้องมีสายสื่อหลายเส้น****
|
บทที่ 4-2 วิธีการตรวจสอบและลดข้อผิดพลาดในการสื่อสารข้อมูล
|
ความผิดเพี้ยนของข้อมูล
ข้อมูลผิดเพี้ยน(error) หมายถึง ข้อมูลที่ผู้รับได้รับไม่เหมือนกับที่ผู้ส่งส่งให้ โดยปกติแล้วในระหว่างการรับ-ส่งข้อมูล
หรือระหว่างการถ่ายทอดข้อมูลนั้น ข้อมูลมักจะถูกทำให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมเนื่องจากการรบกวนจากสิ่งต่างๆ
ภายนอกระบบเครือข่ายซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงได้แต่ไม่สามารถแก้ไขได้ และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาภายในระบบเองซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงและแก้ไขได้
สาเหตุที่ทำให้ข้อมูลผิดเพี้ยน
1.สัญญาณอิมพัลส์ เป็นการรบกวนที่เกิดจากกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงที่อยู่ภายนอกระบบเครือข่าย เช่นกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากฟ้าผ่าสายสื่อสารที่เป็นประเภททองแดงที่อยู่ใกล้จะทำปฏิกิริยากับกระแสไฟฟ้าที่รุนแรงนั้น ทำให้กระแสไฟภายในสายสื่อสายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
2.สัญญาณกัสเสี้ยน เป็นสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของลวดทองแดงเนื่องจากความร้อนที่เพิ่มขึ้นในระหว่างการใช้งาน จึงเรียกอีกอย่างว่าสัญญาณความร้อน สัญญาณประเภทนี้จะเกิดขึ้นรุนแรงตามระดับอุณหภูมิที่สูงขึ้น ผู้รับอาจแปลความหมายของสัญญาณไม่ได้หรืออาจจะแปลไม่รู้เรื่อง
3.สัญญาณอ่อนกำลัง การส่งสัญญาณออกไปทางสื่อไม่ว่าจะทำมาจากอะไรก็ตาม สัญญาณนั้นจะค่อยๆอ่อนกำลังลงเองตามระยะทางที่เพิ่มขึ้น วิธีการแก้ไขปัญหานี้สามารถทำได้โดยใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า "แอมปลิไฟเออร์" ใช้ในระบบสัญญาณแบบอนาลอก
หรือใช้"รีพีทเตอร์" ในระบบสัญญาณแบบดิจดตอลอุปกรณ์นี้จะช่วยเพิ่มกำลังสัญญาณให้มีความแรงตามปกติ
4.ครอสทอล์ก การวางสายสื่อสาร(โดยปกติจะหมายถึงลวดทองแดง)
หลายเส้นไว้ด้วยกัน
จะทำให้สัญญาณจากสายสื่อสารต่างๆ
เกิดการรบกวนซึ่งกันและกัน
โดยปกติสายแต่ละชนิดจะมีฉนวนหุ้มอยู่ซึ่งจะช่วยป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอกและป้องกันไม่ให้สัญญาณภายในภายกระจายออกไปภายนอกด้วยเช่นกัน
5.การผิดเพี้ยนของสัญญาณเนื่องจากดีเลย์ ด้วยคุณสมบัติทางธรรมชาติของคลื่นสัญญาณที่ส่งออกผ่านทางสายสื่อสาร สัญญาณจะใช้ความถี่คลื่นที่ต่างกันแม้จะถูกส่งออกจากผู้ส่งพร้อมกันก็ตาม แต่จะเดินทางมาถึงผู้รับไม่พร้อมกัน
เรียกเหตุการณ์เช่นนี้ว่า
การผิดเพี้ยนของสัญญาณเนื่องจากดีเลย์
6.ปัญหาของสายสื่อสาร มักเกิดขึ้นอยู่เสมอในการสื่อสารข้อมูล คือ
ปัญหาที่สายสื่อสารเอง
โดยสายอาจจะชำรุดหรือขาดออกจากกัน
ในกรณีนี้การสื่อสารจะหยุดชะงักลง ไม่สามารถใช้งานได้จนกว่าสายจะได้รับการซ่อมแซม
การตรวจหาความผิดเพี้ยน
เพื่อให้แน่ใจว่าผู้รับได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบหาความผิดเพี้ยนของข้อมูลด้วย
ซึ่งมีด้วยกัน 2 วิธีคือ
1.parity check เป็นวิธีที่เกิดขึ้นแรกๆ ซึ่งจะเป็นวิธีที่ง่ายๆ ก็คือ จะใช้บิตที่ใช้ในการตรวจสอบ 1 บิต เพิ่มเข้าไปในข้อมูล
1 ตัว เราเรียกบิตชนิดนี้ว่า "แพริตี้บิต" ข้อมูลที่ส่งไปแต่ละชุดจะถูกส่งไปทีละตัวอักษรและจะมีการเพิ่มแพริตี้บิตนี้เข้าไปเท่ากับจำนวฯตัวอักษรที่ส่งไป การตรวจสอบมี 2 แบบด้วยกันคือ
* แบบแพริตี้คู่ คือจำนวนผลรวมของตัวเลขทุกบิต รวมทั้งแพริตี้บิต จะต้องเป็นเลขคู่
* แบบแพริตี้คี่ คือจำนวนผลรวมของตัวเลขทุกบิต
รวมทั้งแพริตี้บิต จะต้องเป็นเลขคี่
วิธีการนี้เมื่อผู้รับได้รับก็จะนำเอาค่าแพริตี้ไปคำนวนกลับเพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้รับถูกต้องหรือไม่ แต่วิธีนี้ก็มีข้อเสียเช่นกัน นั่นคือ หากมีข้อมูล
2 ตัวที่เกิดผิดพลาดพร้อมกัน จะไม่สามารถตรวจสอบความผิดพลาดนั้นได้ กล่าวคือวิธีนี้จะสามารถตรวจสอบความผิดพลาดได้เพียง 50 % เท่านั้น
Longitudinal parity เป็นการพัฒนามาจากวิธีการเดิม
โดยใช้ทั้งบิตในแนวแถวและคอลัมภ์ร่วมกัน เช่นกันหากข้อมูลเกิดผิดพลาดพร้อมกัน
4 ตัว วิธีการนี้ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้
2. Cyclic Redundancy Chechsum หรือ CRC วิธีนี้จะทำโดยการสร้างสมการขึ้นมาหนึ่งตัว แล้วนำมาหารข้อมูลที่ต้องการส่งไปแล้วจะทำการส่งผลลัพธ์ที่ได้ส่งไป เมื่อถึงปลายทางผู้รับจะนำผลลัพธ์ที่ได้มาคูณกลับกับสมการที่สร้างขึ้น วิธีนี้จะเป็นวิธีที่ได้ผลดีกว่า
วิธีแก้ไขข้อผิดเพี้ยนของข้อมูล
1. การแก้ไขแบบไม่ส่งข้อมูลซ้ำ (Forword Error Correction) ออกแบมาสำหรับการผิดเพี้ยนของข้อมูลทมี่เกิดขึ้นเพียงบิตเดียวเท่านั้นต่อข้อมูลหนึ่งบล็อก ข้อมูลสำหรับการแก้ไขจะถูกส่งไปพร้อมกับข้อมูลจริงทำให้ปริมาณข้อมูลโดยรวมมีสูงมากหากต้องการแก้ไขข้อมูลผิดเพี้ยนที่เกิดมากกว่าหนึ่งบิตจะยิ่งทำให้ปริมาณข้อมูลเพิ่มสูงมากขึ้น วิธีนี้จึงไม่เหมาะสมแก่การที่จะนำไปใช้งานจริง
2.
* Stop and Wait เมื่อผู้ส่งส่งข้อมูลไปชุดหนึ่งแล้ว จะต้องรอให้ผู้รับส่งสัญญาณกลับมาว่าได้รับข้อมูลแล้วหากไม่มีข้อผิดพลาดผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลชุดต่อไปได้ทันที แต่หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น
ผู้รับจะทำการส่งสัญญาณที่เรียกว่า
NAK (Negative acknowledgement) กลับมาเพื่อบอกให้ผู้ส่งทราบ และให้ผู้ส่งทำการส่งข้อมูลชุดเดิมกลับไปใหม่ และผู้ส่งก็จะต้องรอการตอบรับจากผู้รับอีกครั้ง ข้อเสียก็คือเสียเวลาในการรอเยอะมาก
|
|
* Go - Back - N เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Sliding - window flow control ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ผู้รับได้รับข้อมูลแล้วไม่มีการส่งข้อมูลย้อนกลับ ผู้ส่งจะสามารถส่งข้อมูลชุดต่อไปได้เรื่อยๆ
หากเกิดข้อผิดพลาด ผู้รับจะส่งสัญญาณย้อนกลับมาให้ผู้ส่งเริ่มส่งข้อมูลใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่ข้อมูลชุดที่เกิดการผิดพลาดนั้น ไม่ว่าจะส่งไปแล้วกี่ชุดก็ตาม
* Continous ผู้ส่งสามารถข้อมูลได้เรื่อยๆ หากข้อมูลชุดใดเกิดการผิดพลาดขึ้นผู้รับจะทำการส่งสัญญาณให้ผู้ส่งทราบผู้ส่งจะต้องทำการส่งข้อมูลชุดที่เกิดการผิดพลาดนั้น(เฉพาะชุดที่เกิดข้อผิดพลาด) กลับไปยังผู้รับใหม่อีกครั้ง
ข้อดีคือผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลได้เรื่อยๆ และต่อเนื่อง
และไม่ต้องทำการส่งข้อมูลกลับไปใหม่หมดทุกชุด
|
|