หน้าแรก
    พุทธประวัติ
    วันสำคัญทางพุทธศาสนา
    พุทธสุภาษิต
    มงคล ๓๘ ประการ
    บทสวดมนต
    เว็บบอร์ด
    ติดต่อเรา


พุทธสุภาษิต
 

1.นตฺถิ กามา ปรํ ทุกฺขํ (ทุกข์อื่นยิ่งกว่ากามนั้นไม่มี)
     บรรดาทุกข์ทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในโลก ที่เกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น ทุกข์ที่เกิดจากความยากจน ทุกข์ที่เกิดจากการเป็นหนี้ เป็นสินของผู้อื่นเป็นต้น ทุกข์เหล่านี้ไม่ใช่ทุกข์ที่ยิ่งกว่าทุกข์ที่เกิดจากกาม
      ทุกข์ที่เกิดจากความยากจน เป็นทุกข์ที่เราสามารถขจัดให้บรรเทาเบาบางลงได้ โดยใช้หลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือ ขยันหา รู้จักเก็บรู้จักใช้ และคบแต่คนดีเป็นเพื่อน ทุกข์ที่เกิดจากการเป็นหนี้เขาก็สามารถบรรเทาลงได้ โดยพยายามไม่เป็นหนี้ ผู้อื่น ทุกข์ที่เกิดจากการสอบตก ก็แก้ไขได้โดยการขยันหมั่นเพียรในการดูหนังสือสอบก็จะได้เอง
      ส่วนทุกข์ที่เกิดจากกามนั้น เป็นทุกข์ภายใน เกิดขึ้นที่ใจ จึงยากที่จะขจัดได้ เพราะใจคนชอบมัวเมาในกาม คือ สิ่งที่น่า ใคร่เสมอ เมื่อยังไม่มีก็แสวงหา เมื่อได้มาแล้วก็เป็นทุกข์ เมื่อกามนั้นพลัดพรากจากไป ฉะนั้นทุกข์ที่เกิดจากกามจึงนำทุกข์มาให้ ตลอดกาล จึงพึงละเสีย

2.โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ (ฆ่าความโกรธได้อยู่เป็นสุข)
      คนทุกคนอยากอยู่เป็นสุข จึงพยายามแสวงหา สะสมวัตถุที่จะอำนวยความสุขแก่ตนให้มากเท่าที่จะมากได้ และก็มีหลายคนเหมือนกันที่เสาะแสวงหาสิ่งอำนวยความสุขไว้ได้ตามความประสงค์แล้ว แทนที่จะได้รับความสุข แต่กลับเป็นทุกข์ แต่กลับเป็นทุกข์เพราะสิ่งเหล่านั้นเพิ่มเข้าไปอีกก็มี
ข้อนี้เพราะเหตุไร จากคำถามนี้ ถ้าพิจารณาตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาแล้ว จะตอบได้ว่าความทุกข์มันเกิดที่ใจ ถ้าใจเรายังมีความโกรธอยู่ แม้จะแสวงหาอะไรได้ตามความต้องการแล้ว โอกาศจะเกิดทุกข์ก็มีถมไป เช่น เรามีเงินทองซื้อของนั้นมา แต่ของนั้นไม่ดีใจก็เป็นทุกข์ ถูกเพื่อนยืมเงินไปแล้ว เพื่อนไม่คืนให้ก็เป็นทุกข์ มีบ้าน บ้านถูกปลวกขึ้นก็เป็นทุกข์ มีรถยนต์แต่รถเสียบ่อยๆก็เป็นทุกข์
จากที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า สุขหรือทุกข์มันเกิดที่ใจ ถ้าใจว่างจากความโกรธ ความสุขก็จะเกิดขึ้น แต่ถ้าความโกรธยังอยู่ในใจ ความสุขก็จะเกิดไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสรับรองว่า ฆ่าความโกรธได้แล้วจะอยู่สุขสบาย

3.ขนติธีรสสลงกาโร (ความอดทนเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์)
     เครื่องประดับเป็นสิ่งช่วยเสริมบุคคลิกภาพของคนให้ดูสวยงามมีสง่ามากขึ้น นักปราชญ์ คือผู้ที่มีความรู้ความฉลาด เป็นที่นับถือของคนทั่วไป ถ้านักปราชญ์แสดงความละโมบ หรือความเกี้ยวกราดออกมา ความมีสง่าน่านับถือก็จะหมดไปทันที นักปราชญ์จึงต้องมีความอดทนเป็นเครื่องประดับ
      การเสริมสร้างความงามของเรือนร่าง เราเสริมสร้างได้ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับต่างๆ แต่ผู้แต่งกายสวยงามนั้นหากแสดงกิริยาอาการที่ไม่เหมาะสมออกมา ความสวยงามก็หมดไป จึงต้องประดับด้วยการควบคุมกิริยา ต้องประดับด้วยการควบคุมกิริยา มารยาทด้วย คนทั่วๆไป แสดงความโกรธเกี้ยว หรือละโมบออกมา ก็น่ารังเกียจมากอยู่แล้ว หากนักปราชญ์แสดงอย่างนั้นบ้าง ความน่ารังเกียจก็จะมากขึ้นทวีคูณ นักปราชญ์จะแสดงความสง่าน่านับถือไว้ได้ ก็ด้วยความอดทนไม่แสดงอาการดังกล่าวออกมา เมื่อมีความสุขหรือความทุกข์รุมกระหน่ำ บัณฑิตย่อมไม่แสดงอาการขึ้นๆลงๆออกมาให้เห็น.

4. จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี (ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิต)
     งานรักษาจิตเป็นงานของผู้มีปัญญา เพราะจิตทีสภาพละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง ผู้ไม่มีปัญญาไม่อาจรักษาจิตได้ และผู้ไม่มีปัญญานั้นยังมองไม่เห็นการรักษาจิตอีกด้วย
จิตมีลักษณะที่ละเอียดอ่อน เห็นได้ยาก เกิดดับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่จะกำหนดจิต ติดตามความเป็นไปของจิตให้เห็นอย่างชัดเจนได้ จำต้องใช้สติปัญญาที่เฉียบแหลมและสติที่ว่องไวเข้ากำหนด และยังต้องอาศัยการสังเกตุอาการของจิตอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกด้วย การรักษาจิตจึงจะประสบผลสำเร็จ เปรียบเหมือนการจะมองดูสิ่งที่มีขนาดเล็กมากๆ จำเป็นต้องใช้กล้องที่มีกำลังขยายสูงจึงจะมองเห็นได้ชัด และการจะจับภาพสิ่งที่เคลื่อนไหวได้สูง ก็ต้องใช้กล้องถ่ายภาพที่มีความเร็วสูงเช่นเดียวกัน

5.ตํ โข ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ นาวชิยฺยติ. (ความชนะที่ไม่กลับแพ้เป็นดี)
     ชัยชนะที่ไม่กลับแพ้นี้ เป็นความชนะตนเอง คือ ชนะความไม่รู้ของตนเอง ชนะกิเลสของตนเอง ผู้ต้องการชัยชนะแบบนี้จึงต้องหันเข้าหาตัวเอง แล้วพยายามเอาชนะความไม่ดีในตัวเอง จึงจะได้ชัยชนะที่ดี เช่น คนที่ไม่เคยเรียนหนังสือ ย่อมจะอ่านหนังสือไม่ออก แต่ถ้าเขาได้เข้าเรียน มีผู้สอนหนังสือให้เขา ขณะเรียนหนังสือนั้น เขากำลังต่อสู้กับความไม่รู้หนังสือของเขาเอง เมื่อเขาอดทนเรียนต่อไป วันหนึ่งเขาก็ประสบชัยชนะ คืออ่านหนังสือได้ เขากลายเป็นคนรู้หนังสือแล้ว และเขาจะไม่กลับไปแพ้อีก คือไม่มีใครจะทำให้เขากลับไปเป็นคนไม่รู้หนังสือได้อีก ไม่มีใครทำให้เขากลับแพ้ได้อีกแล้ว

6.สุโข ปญญาปฏิลาโภ (การได้เฉพาะซึ่งปัญญาให้เกิดสุข)
     การศึกษามีส่วนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้น ผู้เรียนจบปริญญาเปลี่ยนสภาพจากเด็กบ้านนอกมาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ชีวิตก็ย่อมดีขึ้นเป็นธรรมดา ยิ่งได้อาศัยความรู้นั้นเป็นพื้นฐาน มีโอกาสได้ศึกษาเพิ่มเติมวิทยฐานะ ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น มีค่าตอบแทนที่สูงขึ้น ความสมบูรณ์พูนสุขก็ย่อมมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ยิ่งได้ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ 4 สามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ ตามแนวทางที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน ก็ย่อมได้รับความสุขอย่างยิ่ง ประโยชน์ของปัญญามีมหาศาลอย่างนี้ บุคคลจึงควรขวนขวายแสวงหาความรู้เพิ่มเติม อย่าปล่อยให้เวลาล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์

7.ปญฺญาย มคฺคํ อลโส น วินฺทติ (คนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบทางด้วยปัญญา)
     คนเกียจคร้าน ไม่ศึกษาหาความรู้ใส่ตัว ไม่ประกอบขวนขวายขอคำปรึกษาแนะนำจากบุคคลอื่น เรียนอะไรก็ไม่สำเร็จ จนสถาบันการศึกษาคัดชื่อออก เพราะเวลาเรียนไม่ได้ตามเกณฑ์กำหนด และผลการเรียนไม่ได้ตามมาตรฐาน การเรียนของเขาเป็นการเสียเวลาเปล่า แม้ออกจากสถานการศึกษาแล้ว กลับไม่เอาการเอางาน เถลไถลอยู่ไปวันๆ อยู่อย่างคนไม่มีอนาคต ทั้งยังเป็นภาระสร้างความหนักใจ ให้แก่บุคคลใกล้ชิดอีกด้วย คนเกียจคร้านย่อมไม่มีปัญญา คนไม่มีปัญญาย่อมดำเนินชีวิตได้ไม่ราบรื่น บุคคลควรขยันหาความรู้ในวัยเรียน เพื่อจะได้มีการทำงานเป็นหลักประกันชีวิตที่มั่นคง

8.อกฺโกเธน ชิเน โกธํ (พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ)
     การเอาชนะในที่นี้ หมายถึงการทำให้ฝ่ายหนึ่งยอมรับโดยไม่ใช้กำลังบังคับ การเอาชนะคนโกรธ หรือทำให้คนโกรธยอมรับเหตุผลนั้น จะต้องใช้ความอดทน ความมีจิตใจเยือกเย็น พยายามทำความเข้าใจจึงจะสำเร็จ หากใช้ความรุนแรงหรือความโกรธแล้ว จะยิ่งทำให้คนโกรธนั้นยิ่งโกรธมากขึ้น และจะไม่ยอมรับคำชี้แจงทำความเข้าใจใดๆซึ่งเท่ากับว่าไม่อาจเอาชนะเขาได้นั่นเอง
ความโกรธเป็นเครื่องปิดกั้นปัญญา ทำให้มองไม่เห็นเหตุผล ฝ่ายหนึ่งโกรธก็เท่ากับว่ามีเครื่องกั้นอยู่ชั้นหนึ่งแล้ว ถ้ายิ่งโกรธด้วยกันทั้งสองฝ่าย ก็เท่ากับมีเครื่องกั้นถึงสองชั้น หมดโอกาสจะทำความเข้าใจได้โดยสิ้นเชิง

9.ชิเน กทริยํ ทาเนน. (พึงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้)
     คนตระหนี่ คือคนที่มองไม่เห็นประโยชน์ของการให้ เขาคิดว่าการให้เป็นการเสียปล่าวไม่ได้อะไร ดังนั้นการที่จะทำให้คนตระหนี่เห็นประโยชน์ของการให้ จึงต้องใช้การให้นั่นเองเข้าจัดการ โดยต้องใจกว้างแบ่งปันทรัพย์สินให้แก่เขาเสมอ เมื่อเขาเห็นว่าการให้ทำให้เกิดมิตรภาพ มีเพื่อนฝูงมากมาย ไปไหนมีแต่คนต้อนรับ มีคนยกย่องสรรเสริญ เข้าสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ต้องสะทกสะท้าน อย่างนี้แล้วก็จะทำให้เขาเห็นโทษของการตระหนี่ และลดพฤติกรรมด้านนี้ลง หรือลดความตระหนี่ลงได้

 
 

จัดทำโดย  นางสาวจุฑาทิพย์  ใจช่วย  รหัสนิสิต  48191052
เว็บไซต์นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา  254371  Internet Programming