ทำไม!!…ต้องช่วยกันคัดค้าน 'เขื่อนแม่วงก์'
จิตกร บุษบา



อีก เพียงไม่กี่วัน “นายศศิน เฉลิมลาภ” เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และคณะ ที่เดินเท้าจากป่าแม่วงก์ นครสวรรค์ เพื่อคัดค้าน รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA ที่ให้ข้อมูลไม่ซื่อตรง เพื่อรวบรัดตัดความ พลีชีพป่าธรรมชาติอันสมบูรณ์และงบประมาณอันมหาศาล เข้าก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ก็จะมาถึงกรุงเทพมหานคร

วันพุธนี้เขา เดินเท้าจากอ่างทอง สู่อำเภอบางปะหันจังหวัดพระนครศรีอยุธยา(พื้นที่เศรษฐกิจหลักในการป้องกัน อุทกภัย) พรุ่งนี้เดินต่อจากบางปะหัน สู่วิทยาลัยเกษตรหันตรา (ราชมงคลสุวรรณภูมิ) (พื้นที่การผันน้ำตามแนวคิดของไจก้า) วันศุกร์ที่ ๒o ก.ย. ๒๕๕๖ เดินทางสู่แยกบางปะอิน วันเสาร์ที่ ๒๑ ก.ย. ๒๕๕๖ เดินทางจากบางปะอิน สู่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันอาทิตย์ที่ ๒๒ ก.ย. ๒๕๕๖ เดินทางสู่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร–มาบุญครอง

แนวคิด ที่จะสร้างเขื่อนแม่วงก์เริ่มมานานหลายยุคครับ เมื่อปี ๒๕๒๕ กรมชลประทานริเริ่มโครงการเขื่อนแม่วงก์, ปี ๒๕๓๗ มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร(คชก.)มีความเห็น ให้กรมชลประทานศึกษาเปรียบเทียบผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมบริเวณเขาชนกัน เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงกว่าเขาสบกก,ปี ๒๕๔o กรมชลประทานศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมตามมติ คชก.,ปี ๒๕๔๑ มติที่ประชุม คชก.วันที่ ๒๓ มกราคม ครั้งที่ ๑/๒๕๔๑“ไม่เห็นชอบกับการดำเนินโครงการเขื่อนแม่วงก์”, ปี ๒๕๔๓ ทำประชาพิจารณ์โครงการเขื่อนแม่วงก์

ปี ๒๕๔๕ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีมติครั้งที่ ๓ ยังไม่เห็นชอบต่อรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้กรมชลประทานหาทางเลือกของที่ตั้งโครงการ และศึกษาเพิ่มเติมการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบในลักษณะบูรณาการ

ปี ๒๕๕๕ มีมติคณะรัฐมนตรี รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ ๑o เมษายน ให้ดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๑๓,๒๘o ล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง ๘ ปี โดยผูกพันงบประมาณถึงปีงบประมาณ ๒๕๖๒

นายศศิน-ได้ต่อสู้เรื่องนี้มา อย่างต่อเนื่อง เขาเคยนำสื่อมวลชนลงพื้นที่แกะรอยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ โดยเฉพาะพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ แต่กลับไม่มีการรายงานไว้ใน EHIA ของกรมชลประทาน และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เริ่มตั้งแต่พื้นที่ที่ EHIA อ้างว่าเป็นเขตชลประทาน ในเขต จ.อุทัยธานี จ.นครสวรรค์ และ จ.กำแพงเพชร ตลอดจนลำน้ำแม่วงก์ ลำน้ำสาขา จนถึงบริเวณที่จะมีการก่อสร้างเขื่อนในอุทยานฯ แม่วงก์ ซึ่งยังคงเป็นพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์

เขาระบุว่า พื้นที่ก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์มี ๒ ตัวเลือก คือ บริเวณเขาชนกัน ที่อยู่นอกเขตอุทยานฯ และบริเวณสบกก ที่อยู่ในเขตอุทยานฯ มีการปรึกษาหารือกันแล้ว พบว่า หากสร้างเขื่อนดังกล่าว จะทำให้เสียพื้นที่ป่าธรรมชาติที่สมบูรณ์ไปถึง ๑๓,ooo ไร่ ถ้าสร้างที่เขาชนกัน จะกระทบต่อราษฎรจำนวน ๒ พันครัวเรือน พวกเขาต้องอพยพออกจากพื้นที่ แต่จะสามารถกักเก็บน้ำได้ถึง ๖oo ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ถ้าสร้างในพื้นที่สบกก จะกักเก็บน้ำได้เพียง ๒๕๘ ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น

นายศศินยืนยัน ตนไม่ได้บอกว่าการสร้างเขื่อนไม่ดี แต่หากจะสร้างก็ควรสร้างในพื้นที่ที่เหมาะสมและได้ประโยชน์จริงๆ ในพื้นที่ที่ควรสร้างกลับสร้างไม่ได้ เพราะเป็นเขตฐานของพวกนักการเมือง ส่วนพื้นที่ป่าธรรมชาติ กลับเลือกที่จะสร้างกันเพื่อตัดปัญหา และอ้างว่าจะได้ไม่กระทบต่อประชาชน

ทั้งนี้ EHIA ระบุเพียงว่า มีพื้นที่ชลประทานที่ได้ประโยชน์จากการสร้างเขื่อนเกือบ ๓ แสนไร่ แถมยังครอบคลุมพื้นที่ จ.กำแพงเพชร จ.นครสวรรค์ และ จ.อุทัยธานี ซึ่งนายศศินยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะน้ำเขื่อนจะครอบคลุมพื้นที่ชลประทานเพียง ๗ หมื่นไร่เท่านั้น

ส่วน ที่ EHIA ระบุว่า พื้นที่ จ.อุทัยธานี และลุ่มน้ำสะแกกรัง จะได้รับประโยชน์ด้วย อีกทั้งยังเกณฑ์คนมาสนับสนุนจำนวนมากนั้น จริง ๆ แล้ว จ.อุทัยธานี ได้รับประโยชน์จริงเพียง o.๑% หรือ ๒๙๑ ไร่ในเขต อ.ทัพทัน เท่านั้น เพราะอยู่ห่างจากเขื่อนกว่า ๑oo กิโลเมตร ขณะที่พื้นที่ อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ ที่ EHIA อ้างว่า ได้รับประโยชน์มากที่สุด คิดเป็น ๗o.๓๙% หรือกว่า ๒.o๕ แสนไร่นั้น ตนคิดว่าน้ำมาไม่ถึงอย่างแน่นอน เพราะอยู่ห่างจากพื้นที่สร้างเขื่อนเช่นกัน และคนที่อยู่ใกล้ต้องดึงน้ำไปใช้ก่อน

นายศศิน ยังกล่าวอีกว่า ที่แย่ที่สุดคือ ทาง EHIA ไม่ได้ระบุถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นกับผืนป่า และสัตว์ป่าเลย อ้างแต่เพียงว่า พื้นที่ไม่ใช่ป่าสมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทางกรมอุทยานฯ และกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ระบุว่า บริเวณสบกกเป็นป่าสมบูรณ์ และยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย และการขยายพันธุ์ของเสือโคร่งอีกด้วย อีกทั้งยังมีศักยภาพเป็นมรดกโลกที่เชื่อมต่อจากห้วยขาแข้ง และทุ่งใหญ่นเรศวรได้ ตนจึงขอให้สำนักงานแผนนโยบายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ร่วมพิจารณารายงานของ EHIA ให้รอบคอบด้วย

ถ้าพูดกันตามหลักวิชาการ เหตุผลสำคัญที่ต้องคัดค้านการสร้างเขื่อนมีอยู่ ๒ ด้าน คือ ด้านนิเวศน์ และด้านเศรษฐกิจและสังคมครับ

๑) ปัญหาที่จะเกิดขึ้นด้านนิเวศน์ คือ ระบบนิเวศน์ทั้งหมดจะถูกคุกคาม เกิดการทำลายป่าต้นน้ำ และอาจเกิดการลักลอบตัดไม้ริมอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก เร่งให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์ เช่น นกยูง เสือโคร่ง และลักลอบล่าสัตว์ป่าได้ง่าย นอกจากนี้ ยังทำให้สัตว์ป่าสูญเสียที่อยู่อาศัย ทำลายโอกาสการฟื้นฟูของอุทยาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อป่ามรดกโลก “ห้วยขาแข้ง”

๒) ด้านเศรษฐกิจและสังคม คือ เนื่องจากเขื่อนแม่วงก์มีขนาดเล็กจุน้ำได้สูงสุด ๒๖๒ ล้านลูกบาศก์เมตร จึงไม่คุ้มค่ากับการลงทุน อีกทั้งยังไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำแล้ง-น้ำท่วมได้นอกจากนี้ยังทำลายแหล่งศึกษา ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และทำลายความเชื่อมั่นด้านสิ่งแวดล้อมของไทยด้วย รวมถึงเป็นช่องทางให้โครงการพัฒนาขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ได้อีกในอนาคต

โปรดทราบไว้ว่า ป่าแม่วงก์บริเวณที่จะถูกน้ำท่วมเป็นป่าริมน้ำและป่าที่ราบต่ำ เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น ช้าง เสือ และเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ป่าด้วย แม้ว่าสูญเสียป่าแม่วงก์ไป 18 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ ๒ ของป่าทั้งหมด แต่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของป่าทั้งระบบมาก เพราะมันคือ “หัวใจ”

เหตุ ที่ป่าแม่วงก์เปรียบเหมือนหัวใจ เพราะเป็นส่วนสำคัญของผืนป่าตะวันตก ที่เกิดจากป่าอนุรักษ์ ๑๗ ผืนต่อกัน เป็นป่าผืนใหญ่ขนาด ๑๑.๗ ล้านไร่ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นบ้านของสัตว์ป่านานาชนิด เช่น เสือโคร่ง ช้าง กระทิง วัวแดง สมเสร็จ ควายป่า ฯล




ป่า แม่วงก์ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแม่วงก์มา ๒๕ ปีแล้ว และเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของสัตว์ป่า เนื่องจากเป็นป่าที่สมบูรณ์ จึงเป็นบ้านและแหล่งอาหารของสัตว์ป่าที่หากินนอกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วย ขาแข้ง นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบที่ไม่สามารถป้องกันในช่วงเวลาก่อสร้างเขื่อนตลอด ๘ ปี ได้แก่ การตัดไม้เกินพื้นที่ที่กำหนด การลักลอบล่าสัตว์ป่า เสียงที่ดังรบกวนสัตว์ป่า การยึดพื้นที่ริมอ่างและการเก็บหาของป่า

ปริมาณ น้ำที่กักเก็บในเขื่อนแม่วงก์คิดเป็นร้อยละ ๑ ของน้ำทั้งหมดที่ท่วมลุ่มน้ำภาคกลางในปี ๒๕๕๔ ดังนั้น เขื่อนนี้จึงไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคกลาง และไม่เกิดความคุ้มค่าแก่การลงทุนหากสร้างเพื่อป้องกันน้ำท่วม

หรือ กรณีที่น้ำท่วม อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ มีน้ำเพียงร้อยละ ๑o-๒o เท่านั้นที่มาจากแม่วงก์ที่เขาสบกก ส่วนอีกร้อยละ ๘o ที่เหลือคือน้ำที่มาจากลำน้ำสาขาอีก ๑๖ สายใต้เขื่อนแม่วงก์ ซึ่งปัญหาที่น้ำท่วมก็เพราะถนนขวางทางระบายน้ำ รวมถึงการปลูกพืชเชิงเดี่ยวบนเขา ซึ่งทำให้น้ำหลากมาถึงบ้านที่อยู่ในที่ราบอย่างรวดเร็ว และถึงแม้จะสร้างเขื่อนได้แล้ว ปริมาณน้ำนองที่ อ.ลาดยาวก็ลดลงไม่ถึงร้อยละ ๓o

พื้นที่ชลประทานของเขื่อนแม่วงก์กินอาณาบริเวณรวม ๕ อำเภอ ๓ จังหวัด คือ นครสวรรค์ อุทัยธานี และกำแพงเพชร ได้แก่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอำเภอที่ได้น้ำใช้มากที่สุด รวมกว่า ๒ แสนไร่ คิดเป็นร้อยละ ๗o.๕ ของพื้นที่ชลประทานทั้งหมด, อำเภอแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์ ประมาณ ๔.๓ หมื่นไร่, อำเภอเมืองนครสวรรค์ ประมาณ ๒.๖ หมื่นไร่ อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ประมาณ ๑ หมื่นไร่ และอำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร กว่า ๕ พันไร่

ข้อมูลการ ส่งน้ำชลประทานในฤดูแล้งจากร่าง EIA โดยบริษัทครีเอทีฟ เทคโนโลยี จำกัด เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๕ ระบุว่า มีพื้นที่ชลประทานทั้งหมด ๒๙๑,๙oo ไร่ ซึ่งจริง ๆ แล้วมีพื้นที่ได้รับน้ำจากเขื่อนเพียง ๗o,ooo ไร่ เท่านั้น

ปัญหา ของเขื่อนแม่วงก์ที่หลายคนอาจไม่รู้อีก คือ เรื่อง “เวนคืนที่ดิน” เพื่อทำคลองยาว ๕oo กิโลเมตร และคลองระบายน้ำ ซึ่งต้องเวนคืนที่ดินจากชาวบ้านกว่าพันราย รวมที่ดิน ๑o,๘๙๒ ไร่ นอกจากนี้ต้องเวนคืนที่ดินอื่น ๆ เพิ่มอีกในการสร้างเขื่อน คือ ที่ดิน ๘๕o ไร่ ที่บ้านคลองไทร ต.แม่เล่ย์ อ.แม่วงก์ เพื่อใช้เป็นบ่อยืมดิน, ที่ดิน ๕๕ ไร่ ที่บ้านท่าตาอยู่ ต.ปางมะค่า เพื่อใช้ปรับปรุงฝายท่าตาอยู่,ที่ดิน ๑๗๓ ไร่ ติดเขาสบกก เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่หัวงาน

นอกจาก นี้อาจมีปัญหาว่า ชาวบ้านต้องสูบน้ำเข้าที่นาเอง เนื่องจากเขื่อนมีขนาดเล็ก และน้ำอาจไม่มากพอส่งมาท้ายเขื่อนของพื้นที่ชลประทาน และปัญหาความเหลื่อมล้ำของผู้มีอำนาจที่อาจได้รับประโยชน์การใช้น้ำชลประทาน ก่อน เพราะรัฐยังไม่ระบุว่าพื้นที่ระบบชลประทานหน้าแล้งตรงไหนที่ได้รับประโยชน์

ใน ขณะที่ชาวบ้านสามารถจัดการปัญหาเรื่องน้ำด้วยตนเองได้ เช่น “ชาวนาที่ศาลเจ้าไก่ต่อ”ทำนาโดยใช้ระบบสูบน้ำและส่งน้ำบาดาล โดยการขุดคลองรอบคันนาเพื่อส่งน้ำไปใช้ ด้านหนึ่งของคันนาจะขุดเป็นบ่อพักน้ำหมุนเวียนในนาซึ่งเลี้ยงปลาไว้เป็นราย ได้เสริมด้วย หรือทางออกเรื่องน้ำระดับชุมชนของ “บ้านธารมะยม” ที่มีเขาแม่กระทู้เป็นต้นน้ำ และใช้ต้นน้ำนี้ทำประปาภูเขา นอกจากนี้ตามลำห้วยก็สร้างฝายกั้นน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำ เพื่อไปใช้ในที่นา รวมถึงขุดบ่อน้ำไว้เลี้ยงปลาด้วย เมื่อน้ำอุดมสมบูรณ์ ชุมชนก็ทำเกษตรได้ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และเงินค่าน้ำประปาภูเขาก็กลายมาเป็นกองทุนและสวัสดิการต่าง ๆ ของชุมชน

นอก จากนี้ ยังมีตัวอย่างการแก้ปัญหาเรื่องน้ำในระดับตำบลโดยภาครัฐที่ ต.หนองหลวง อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ที่สนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กในตำบล เช่น สร้างฝาย อ่างเก็บน้ำ โครงการสูบน้ำ ซึ่งก็เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภคของคนในตำบล หรือทางออกการจัดการน้ำที่ยั่งยืนอย่าง “ปิดทองหลังพระ model” ของโครงการปิดทองหลังพระจังหวัดน่าน ที่สร้างถังเก็บน้ำไว้ในหมู่บ้าน สร้างฝายต้นน้ำ ฝายชะลอน้ำ และสร้างอ่างพวงเพื่อส่งน้ำไปใช้เพื่อการเกษตร รวมถึงปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ด้วย

หากไม่มีเขื่อน ชาวบ้านในพื้นที่ชลประทานก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้และอยู่ดี เพราะ ๑. มีป่าเขาชนกันที่มีสายน้ำไหลตลอดปีกว่า ๑o สาย ซึ่งสามารถจัดการได้ตามแบบบ้านธารมะยม และ ต.หนองหลวง ๒. มีน้ำใต้ดินที่ลึกเพียง ๓ เมตร หรือลึกกว่า ที่สามารถพัฒนาเป็นสระน้ำในไร่นาได้แบบที่ “ศาลเจ้าไก่ต่อ” ๓. หลายพื้นที่อาจพัฒนาระบบอ่างเก็บน้ำหลักและอ่างพวงตามแบบ “ปิดทองหลังพระโมเดล” ๔. ลำน้ำนอกเขตอุทยานก็สามารถพัฒนาเป็นแหล่งเก็บน้ำได้อีกมาก โดยปรับปรุงฝายเดิมหรือสร้างใหม่ให้เหมาะสม

๕. ให้งบประมาณแก่คนทั้ง ๒๓ ตำบล ตำบลละ ๒oo ล้านบาท รวมเป็น ๔,๖,oo ล้านบาท แล้วหาทางพัฒนาแหล่งน้ำโดยชาวบ้านแล้วให้ข้าราชการเป็นที่ปรึกษา ดีกว่าสร้างเขื่อนทับป่าสมบูรณ์ พร้อมคลองชลประทานดาดคอนกรีต ๕oo กิโลเมตร ด้วยงบ ๑๓,ooo ล้านบาท ๖. ให้แม่วงก์เป็นต้นแบบโครงการที่ราษฎรและข้าราชการร่วมกันแก้ไขปัญหาเรื่อง น้ำโดยไม่ทำลายป่าเพื่อสร้างเขื่อน ๗. ขยายพื้นที่มรดกโลกทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง โดยรวมอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อุทยานแห่งชาติคลองลาน และทั้งผืนป่าตะวันตกเข้าด้วยกัน

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลที่มากพอ ที่คนไทยจะได้พร้อมใจกัน “เดินเท้า” ให้เสียงของเรากึกก้องร่วมไปกับนายศศิน ให้ผู้มีอำนาจที่ชอบ “ทำเสียงดังโดยไม่ฟังคนอื่น ๆ” ได้ยิน เพื่อจะยืนยันอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “เขื่อนคือที่เก็บน้ำชั่วคราว แต่ป่าคือที่เก็บน้ำชั่วชีวิต”


จากคอลัมน์ "เส้นใต้บรรทัด"
นสพ.แนวหน้า ๑๘ ก.ย.





"ร่วมเดินเท้าเพื่อป่าแม่วงก์v"
สิรินาฏ ศิรสุนทร


ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร บอกว่าเป็น "คนบ้า"จะใช้ "สองขา" เดินทางจากหน่วยพิทักษ์ป่าแม่เร อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ถึงหอศิลป์กรุงเทพมหานคร รวมระยะทางร่วม ๔oo กิโลเมตร ภายในระยะเวลา ๑๓ วัน เพื่อประท้วงการทำงานของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม(สผ.)ที่ไร้ประสิทธิภาพในการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวด ล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) โครงการเขื่อนแม่วงก์

ต้องยอมรับความ เคลื่อนไหวในการนำเสนอข้อมูลผลกระทบทางด้านวิชาการ ต่อกรณีการสร้างเขื่อนแม่วงก์ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเกิดขึ้นมาอย่างต่อ เนื่องกว่า ๒ ปี ตั้งแต่โครงการนี้ยังเป็นของกรมชลประทาน โดด ๆ จนได้มาบรรจุเป็นแผนการลงทุนการจัดการน้ำ ๓.๕ แสนล้านของรัฐบาล พวกเขายังยืนยันถึงปัญหาในการก่อสร้างกับความคุ้มค่าในการรักษาทรัพยากรป่า แม่วงก์เอาไว้

ศศินบอกว่า การที่เขาเลือกการเดิน เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขาพยายามบอกคือ วิธีเดียวที่จะสร้างพลังและการบอกกล่าวกับผู้คนระหว่างการเดินเท้า เพราะเขามั่นใจในข้อมูลทางวิชาการ ที่ทั้งตัวเขาเองและวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยได้ลงพื้นที่ และเห็นตรงกัน โดยที่ผ่านมาเขาพยายามเสนอข้อมูลเหล่านี้ไปแล้ว แต่ไม่ได้รับการรับฟัง

โดย เฉพาะล่าสุดเมื่อสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.)พิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ยิ่งตอกย้ำว่าเขาต้องออกเดินเท้า

"ผมยอมรับว่าผมหมดแรงที่จะทำข้อมูล วิชาการ เพราะเราร่วมกันเคลื่อนมา ๒ ปีทั้งการนำเสนอข้อมูลยื่นไปทุกที่ ทุกหน่วยงาน การเคลื่อนไหวคัดค้าน ทำหนังสือสู่สาธารณะ "ทำไม!! ต้องค้านเขื่อนแม่วงก์" ผมใช้สมองมาเยอะแล้ว หากจะเลือกวิธีอดข้าวประท้วง แก้ผ้าประท้วง หรือใช้ความรุนแรงก็ไม่ใช่แนวทางของผม เหลือวิธีเดียวก็คือ "ใช้เท้าเดิน" น่าจะสะสมพลังได้มากกว่า"

การเดินเท้าด้วยระยะทาง เกือบ ๔oo กิโลเมตรในระยะเวลา ๑๓ วัน จึงมีเป้าหมายเพื่อบอกว่า ทำไมพวกเขาถึงคัดค้านรายงานอีเอชไอเอแม่วงก์ใน ๘ ข้อที่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และเครือข่ายองค์กรอนุรักษ์อีก ๒๘ องค์กรเห็นว่าเป็นจุดอ่อนที่ร้ายแรงของการพิจารณารายงานวิชาการ

ใน ประเด็นแรกการรายงานขาดทางเลือกในการพัฒนาแหล่งน้ำโดยวิธีอื่น ๆ ละเลยข้อ มูลความสำคัญของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ต่อเนื่องกับพื้นที่มรดกโลกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง นอกจากนี้พื้นที่ชลประทานฤดูแล้งที่จะได้ประโยชน์มีเพียง ๑๑๖,๕๔๕ ไร่ รวมทั้งในรายงานก็ระบุชัดเจนว่าไม่ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำที่ท่วมในพื้นที่เสี่ยง น้ำท่วมได้ทั้งหมด และยังไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลน้ำที่ไหลบ่าจากพื้นที่เกษตรกรรมที่เปลี่ยนแปลง จากป่าไม้ในพื้นที่นอกอุทยาน ซึ่งคาดว่าจะมีน้ำมากถึง ๗o-๘o% ที่ไหลลงมายังที่ราบ อ.ลาดยาว ดังนั้นถึงสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็สามารถบรรเทาอุทกภัยได้ไม่มากนัก เพียงแค่ ๑%

ชี้พื้นที่ทับซ้อนโมดูลเอ ๕-พื้นที่ปลูกป่าไม่ชัด

นอกจาก นี้ในเรื่องของการปลูกป่าทดแทนที่ไม่มีการระบุพื้นที่ปลูกป่าว่าอยู่จุดไหน มีแต่คำนวณว่าจะได้ไม้และผลประโยชน์มากกว่าที่จะตัดไป ทั้งที่ความจริงแล้วพื้นที่นอกอุทยานแห่งชาติแม่วงก์เกือบส่วนใหญ่มีแต่ พื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน ไม่น่าจะมีพื้นที่ใดสามารถปลูกป่าได้ถึง ๓๖,ooo ไร่ ที่สำคัญ พื้นที่ชลประทานเขื่อนแม่วงก์ เป็นพื้นที่ทับซ้อนกับคลองผันน้ำในโมดูล A5 ซึ่งจะทำให้สภาพแวดล้อมและการจัดการน้ำที่ศึกษาไว้ทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปจาก โครงการชลประทานเขื่อนแม่วงก์

ส่วนประเด็น สุดท้ายการพิจารณารายงานฉบับนี้ รัฐบาลปรับเปลี่ยนบุคลากรของสผ. และคชก.หลายตำแหน่ง อาทิ ดร.สันทัด สมชีวิตา ผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และดร. อุทิศ กุฏอินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศป่าไม้ นายสมศักดิ์ โพธิ์สัตย์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านธรณีวิทยา รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์ประกอบให้ไม่มีผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่ง แวดล้อม จึงมีความผิดปกติอย่างยิ่งต่อมาตรฐานทางวิชาการการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวด ล้อมนั่นคือเหตุผลของการเดินเท้าของนักอนุรักษ์กลุ่มนี้แสดงออก เพื่อแสดงถึงจุดยืนและความเชื่อของตัวเอง

สำหรับผู้เขียนแล้วต้อง เคารพและนับถือจิตใจของนักอนุรักษ์ที่แสดงถึงความหวงแหนในธรรมชาติ และอยากใช้คอลัมน์นี้ขอโทษกับความผิดของตัวเองในการเขียนถึง คาร์ฟรีเดย์ กับเรื่องทางจักรยาน เมื่อเดือน กันยายน ๒๕๕๕ ที่ใช้ข้อมูลโดยไม่ทราบที่มา และไม่ได้อ้างอิงถึง ของมูลนิธิโลกสีเขียว จึงขออนุญาตขอบคุณ ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ ที่ช่วยแจ้งเตือนให้ทราบมา ณที่นี้ด้วย


จากคอลัมน์ "แกะรอย"
นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ๑๖ ก.ย. ๒๕๕๖

"ความจริงเรื่องเขื่อนแม่วงก์"
กองบ.ก.นสพ.กรุงเทพธุรกิจ

พายุ ดีเปรสชันเคลื่อนตัวพาดผ่านภาคอีสาน เข้าภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ในห้วงเวลาเดียวกันกับที่นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เดินเท้าจากนครสวรรค์ถึงกรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ กันยายนนี้ เพื่อรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ขึ้นที่บริเวณพื้นที่ติดต่อกำแพงเพชรกับนครสวรรค์ และก็เป็นสัปดาห์เดียวกันกับที่องค์กรเอกชนจัดกิจกรรมขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อรณรงค์คัดค้านโครงการบริหารจัดการน้ำภายใต้งบประมาณ ๓ แสนล้านบาท วาระประเทศไทยยามนี้จึงโฟกัสไปที่เรื่องของน้ำ การบริหารจัดการ และสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการปรากฏของกิจกรรมคู่ขนานที่รัฐบาลจัดขึ้นตามจุดต่าง ๆ เพื่อขอเสียงสนับสนุนแผนจัดการน้ำของภาครัฐ

คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า ทุก ๆ ฤดูฝนโดยเฉพาะในช่วงน้ำเหนือหลาก โครงการสร้างเขื่อนต่าง ๆ จะผุดขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่เป็นการปัดฝุ่นจากแผนเก่าที่พับซ่อนเอาไว้และที่คิดขึ้นใหม่ พร้อมกับภาพฝันร้ายมหาอุทกภัย ๒๕๕๔ ที่ยังคงติดตามมาหลอกหลอนคนไทยหลายล้านคน นับเนื่องตั้งแต่ระดับรากหญ้า ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ขึ้นไปจนถึงนักลงทุนผู้บริหารธุรกิจพันล้านหมื่นล้านที่ถูกกระแสน้ำกลืนกิน หายวับไปเพียงชั่วข้ามคืน ชุดความเชื่อที่ว่า เขื่อนสามารถป้องกันน้ำท่วมได้จึงถูกปลุกขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นสูตรสำเร็จ ด้วยภัยเฉพาะหน้านี่เอง ที่ทำให้หลายคน ๆ อาจหลงลืมข้อเท็จจริงหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการกักเก็บน้ำของอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ และการใช้สอยประโยชน์ เช่น ป้องกันน้ำท่วม ผลิตกระแสไฟฟ้า หรือว่าใช้ในงานเกษตรกรรมไปเสียสิ้น

มีข้อมูลที่นำเสนอโดยมูลนิธิโลก สีเขียวสรุปว่า เขื่อนแม่วงก์จะเก็บน้ำได้ ๒๕o ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปริมาณน้ำที่ท่วมภาคกลางเมื่อปี ๒๕๕๔ มีมากถึง ๑๖,ooo ล้านลูกบาศก์เมตร น้ำในอ่างแม่วงก์จึงคิดเป็นเพียงแค่ ๒% ของปริมาณน้ำที่ท่วม หรือคิดเป็นปริมาณน้ำที่ไหลเข้าทุ่งเจ้าพระยาในช่วงที่น้ำไหลเข้ามากที่สุด เพียงแค่ครึ่งวันกว่าเท่านั้น ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบจุดก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์กับเขื่อนทับเสลาที่อยู่ห่างมาทางตอนใต้ เพียง ๔o กิโลเมตร ซึ่งน่าจะมีปริมาณน้ำฝนใกล้เคียงกัน แต่กลับพบว่า เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เขื่อนทับเสลาที่มีความจุอ่าง ๑๖o ล้านลูกบาศก์เมตร มีน้ำอยู่แค่ ๒๑% สำหรับปีนี้ มีรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ที่ผ่านมาว่า มีน้ำในอ่างทับเสลาอยู่เพียง ๕๗ ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ๓๖% เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ห้วงเวลานี้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก

แม้ พายุดีเปรสชันที่พาดผ่านประเทศไทยจะนำมาซึ่งความหวาดวิตกของหลายๆ คน หากแต่ในความเป็นจริง พายุที่หอบเอาฝนมามากมายคราวนี้อาจเป็นความหวังลึกๆ ที่เก็บงำอยู่ในซอกหลืบของความลี้ลับที่ว่าด้วย "ความจริงของเขื่อน" เพราะตัวเลขเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๖ ชี้ชัดว่า เขื่อนในภาคเหนือมีน้ำอยู่ในอ่าง ๔๘% ภาคอีสานที่พายุถล่มอย่างหนักมีปริมาณรวม ๕๖% ภาคกลางซึ่งจะมีเขื่อนแม่วงก์ผุดขึ้นที่นครสวรรค์มีน้ำอยู่น้อยที่สุด ๔๑% ขณะที่ภาคตะวันตกมีน้ำมากถึง ๗๘ % เพราะอานิสงส์จากน้ำต้นทุนเมื่อปีก่อน เหล่านี้คือข้อเท็จจริงหนึ่งในอีกหลายด้านที่ยังไม่ได้พูดถึง ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ อันล้วนทุกฝ่ายควรไตร่ตรองให้รอบคอบหากจะสร้างเขื่อนแม่วงก์ขึ้นมาจริง ๆ


จากนสพ.กรุงเทพธุรกิจ ๒o ก.ย. ๒๕๕๖


"ต้องทบทวน การทำอีไอเอ"
สิรินาฏ ศิริสุนทร


ต้อง ชมเชยการเดินเท้าด้วยเวลา ๑๓ วันกับ ๓๘๘ กิโลเมตรของ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กับเครือข่ายอนุรักษ์ ๒๘ องค์กร เพื่อคัดค้านการสร้างเขื่อนแม่วงก์เป็นวิถีการแสดงออกที่งดงาม

แม้ การสร้างเขื่อนแม่วงก์จะมีทั้งเสียงคัดค้านและเสียงสนับสนุนแต่การยืนยันจุด ยืนเพื่อเสนอความเห็นและวิธีคิดของตัวเองเองด้วยวิธีการสันติสามารถเรียก พลังได้มากกว่าการปะทะด้วยความรุนแรงแน่นอน

อย่างที่ศศินบอกว่า เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านธรณีวิทยา และไม่ใช่ผู้รู้เรื่องของวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม แต่พื้นที่ความรู้ รวมไปถึงการค้นคว้าหารือกับ ผู้รู้วิศวกรรมสถานทำให้เขามั่นใจว่า การสร้างเขื่อนแม่วงก์แก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้

เพราะฉะนั้น เขาจะเลือกวิธีไหนที่จะบอกว่าผู้คนในสังคมได้ ประท้วงด้วยการชุมนุมเมื่อหันมองเพื่อนรอบตัวก็มีจำนวนไม่มากนัก การออกเดินเท้าเพื่อแสดงออกถึงจุดยืนและความเห็นของพวกเขาในเรื่องนี้ น่าจะเป็นวิธีการที่สะสมพลังได้มากกว่า

แม้ระหว่างทางจะมีความเห็น ต่างแต่ท่าทีสันติและข้อมูลเหตุผลทำให้เขาผ่านความขัดแย้ง และการปะทะมาจนถึงจุดหมายที่ หอศิลป์กรุงเทพ คงต้องบอกว่า สิ่งที่ศศินบอกว่า การเดินเท้าคือการสะสมพลังเป็นเรื่องจริงเพราะจากการเริ่มต้นเพียงไม่เกิน ๒o คน วันนี้เขาสามารถระดมพลังได้หลายพันคน

อย่างที่บอกว่า เครือข่ายอนุรักษ์ ๒๘ องค์กร และศศิน ใช้เหตุผลในการเดินเท้าด้วยประเด็นในเชิงเหตุผลมากกว่าที่จะประกาศว่าเขาคัด ค้านการสร้างเขื่อน แต่ เขาเดินเท้าเพื่อจะบอกว่าไม่เห็นด้วยกับกระบวนการพิจารณา อีไอเอ หรือ อีเอชไอเอ ของ สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพราะ มีจุดอ่อนในทางวิชาการอยู่หลายประเด็น

ประเด็นแรกรายงานขาดทางเลือก ในการพัฒนาแหล่งน้ำโดยวิธีอื่น ๆ ละเลยข้อ มูลความสำคัญของพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ต่อเนื่องกับพื้นที่มรดกโลกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

ประเด็น ที่สอง พื้นที่ชลประทานฤดูแล้งที่จะได้ประโยชน์มีเพียง ๑๑๖,๕๔๕ ไร่ รวมทั้งในรายงานก็ระบุชัดเจนว่าไม่ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำที่ท่วมในพื้นที่เสี่ยง น้ำท่วมได้ทั้งหมด และยังไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลน้ำที่ไหลบ่าจากพื้นที่เกษตรกรรมที่เปลี่ยนแปลง จากป่าไม้ในพื้นที่นอกอุทยาน ซึ่งคาดว่าจะมีน้ำมากถึง ๗o-๘o% ที่ไหลลงมายังที่ราบ อ.ลาดยาว ดังนั้นถึงสร้างเขื่อนแม่วงก์ก็สามารถบรรเทาอุทกภัยได้ไม่มากนัก เพียงแค่ ๑%

ประเด็นที่สาม การปลูกป่าทดแทนที่ไม่มีการระบุพื้นที่ปลูกป่าว่าอยู่จุดไหน มีแต่คำนวณว่าจะได้ไม้และผลประโยชน์มากกว่าที่จะตัดไป ทั้งที่ความจริงแล้วพื้นที่นอกอุทยานแห่งชาติแม่วงก์เกือบส่วนใหญ่มีแต่ พื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน ไม่น่าจะมีพื้นที่ใดสามารถปลูกป่าได้ถึง ๓๖,ooo ไร่ ที่สำคัญ

กระบวนการพิจารณาอีไอเอและอีเอชไอ ที่มีคำถาม ทำให้ต้องหันมาทบทวนวิธีการพิจารณารายงานว่า มีจุดอ่อนในการพิจารณาและถึงเวลาแก้ไขหรือยัง ซึ่งในเรื่องนี้มีโอกาสคุยกับ สนธิ คชวัตน์ อดีตเลขาธิการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม และผู้เชี่ยวการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ อีไอเอ เนื่องจากเขาเป็นข้าราชการที่งานด้านนี้มานานในสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวด ล้อมก่อนลาออกไปเป็นเลขาฯองค์การอิสระ จนที่สุดเข้ามาช่วยงานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภาพ

สนธิบอกว่า อีไอเอต้องแก้ไขหลายประเด็นเพราะกระบวนการพิจารณาเกิดขึ้นมาตั้งแต่ออก กฎหมายสิ่งแวดล้อมปี ๒๕๓๕ จนปัจจุบันยังไม่มีการแก้ไข โดยเฉพาะในเรื่องของ คณะกรรมการผู้ชำนาญการ ในประเด็นของที่มา คณะกรรมการ

เป็นที่ทราบว่า กันดีว่า เป้าหมายของกฎหมายที่ให้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขแนบท้ายใบ กฎหมายในการดำเนินการโครงการต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่เข้าข่ายต้องดำเนินการนั้นก็เพื่อว่า จะทำให้เกิดการถ่วงดุลระหว่างการพัฒนาและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ด้วยความล้าสมัยของกฎหมายทำให้ อีไอเอ ที่เข้ายัง สผ. ปีละ ๖oo โครงการ ยังมีปัญหาในเรื่องของการพิจารณาทั้งเรื่องของความล่าช้า และเหตุผลทางวิชาการ

ประเด็นที่ สนธิบอกว่าควรจะแก้ไขมีหลายประเด็นแต่ที่สำคัญคือต้องแก้เรื่องของที่มาของ คณะกรรมการผู้ชำนาญการก่อนเพราะบุคคลเหล่านี้เป็นผู้พิจารณารายงานและให้ ความเห็น ซึ่งเดิม สผ.จะเป็นผู้คัดเลือกเข้ามาและส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัย เขาบอกว่า ที่มาควรจะเปลี่ยนให้มีการเลือกที่หลากหลาย โดยไม่ใช่ สผ.เป็นผู้คัดเลือกอย่างเดียวเพราะทำให้มุมมองไม่หลากหลายเพียงพอ

ความ จริงแล้ว การแก้ไขอีไอเอ เป็นเรื่องที่คุยกันมานาน ซึ่งไม่เพียงที่มาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ หากหมายถึงการทบทวนจุดอ่อนที่เป็นปัญหาทั้งหมด


จากคอลัมน์ "แกะรอย"
นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ๒๓ ก.ย. ๒๕๕๖

"สัตว์ป่าจะเป็นศพ ถ้าปลอดประสพสร้างเขื่อน"
ณ.นพวงศ์


สำหรับ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น "ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า" อาจไม่เพียงพอ คงต้องรวม "ต้นไม้และสัตว์ป่า" เข้าไปด้วยเมื่อโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์เพื่อเซ่นสังเวยความโลภของ เหล่ากาลีบ้านกาลีเมืองได้เกิดขึ้นอีกครั้ง

นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ ผู้ถูกชี้มูลความผิดจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในกรณีที่นายปลอดประสพได้ลงนามอนุมัติคำขอส่งออกเสือโคร่ง ๑oo ตัว ของบริษัท สวนเสือศรีราชา (ศรีราชา ไทเกอร์ ซู) ไปยังสวนสัตว์ซอนยา ประเทศจีน ซึ่ง ป.ป.ช.ได้พิจารณาว่าเจตนาดังกล่าวไม่ได้เป็นไปเพื่อการวิจัยตามกล่าวอ้างและ ถือเป็นความผิดขั้นร้ายแรง

แต่บุญเก่ายังคงมี ภายหลังนายปลอดประสพจึงได้รอดพ้นจากโทษทัณฑ์ด้วยอานิสงส์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. ๒๕๕o

นอกจากบุญเก่าแล้ว วาสนาเดิมยังพาส่งให้นายปลอดประ สพดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกต่างหาก

วันนี้ ในฐานะอดีตอธิบดีกรมป่าไม้ และรองนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบโครงการบริหารจัดการน้ำมูลค่า ๓ แสน ๕ หมื่นล้านบาท นายปลอดประสพกล่าวในเฟซบุ๊กของตนเองว่า

"มาถึงวันนี้เรื่องเขื่อนแม่วงก์ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ในอีกจุดประสงค์หนึ่ง ในครั้งนี้เขื่อนแม่วงก์มีไว้เพื่อป้องกันน้ำท่วม"

"พื้นที่ ป่าที่จะเสียไป มันได้คืนความชื้นคืนมา ได้น้ำคืนมา ไม่มีต้นไม้หรือสัตว์ที่ไม่ชอบน้ำ และตามโครงการก็จะปลูกป่าทดแทนที่เสียไป"

"คุณ จะทำเพื่อต้นไม้หรือคุณจะทำเพื่อสัตว์ ผมซาบซึ้งในน้ำใจและขอบคุณในฐานะอดีตอธิบดีกรมป่าไม้ แต่ในตอนนี้ ผมต้องทำเพื่อคนไทย ต้องทำให้คนไม่ถูกน้ำท่วม ไม่บาดเจ็บล้มตาย"

ฟังแล้วซาบซึ้งในเจตนารมณ์ของนายปลอดประสพ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ ผู้รักป่าและสิงสาราสัตว์โดยเฉพาะเสือโคร่งยิ่งชีพเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ความรักของนายปลอดประสพยังมีเผื่อแผ่ถึงชีวิตคนไทยอีกต่างหาก ทำให้ร่ำ ๆ น้ำตาจะไหลเมื่อได้ฟัง

แต่ ครั้นได้อ่านเอกสารหนา ๓o หน้าของเครือข่ายองค์กรอนุ รักษ์ด้านสิ่งแวดล้อม เรื่อง "ทำไม!!...ต้องค้านเขื่อนแม่วงก์" ปรากฏว่า คนละเรื่องกับที่นายปลอดประสพกล่าวอ้างเพียงไม่กี่คำ

เพราะข้อมูลที่ ระบุอย่างชัดเจนและแน่นหนานั้น แสดงให้เห็น ว่า เขื่อนแม่วงก์แทบไม่มีผลต่อการป้องกันน้ำท่วม แต่พื้นที่ป่าสมบูรณ์ ตามธรรมชาติที่หาไม่ได้อีกแล้วนั้นจะถูกทำลายแทน ไม่รวมถึงเงินภาษีประชาชนอีก ๑๓,ooo ล้านที่จะถูกนำไปใช้ในโครงการนี้

ผู้สนใจดาวน์โหลดมาอ่านกันได้ที่ http://thaipublica.org/wpcontent/uploads/2012/12/scan0001.pdf

เมื่ออ่านแล้ว หากใครรู้สึกสงสารประเทศชาติ สงสารป่า สง สารชีวิตสัตว์ป่าที่กำลังฉิบหายวายวอด

มูลนิธิ สืบนาคะเสถียร ซึ่งถูกก่อตั้งเพื่อสืบสานปณิธานของ "สืบ นาคะเสถียร" ผู้ยอมเสียสละชีวิตตนเองเพื่อรักษาป่าไม้ของชาติไว้ ผู้รักต้นไม้และสัตว์ป่าตัวจริงเสียงจริง อย่างที่อดีตอธิบดีกรมป่าไม้หน้าไหนก็ตามโดยเฉพาะนายปลอดประสพนั้นอาจไม่มี วันเข้าใจ

วันนี้ (วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๖) มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จัดกิจกรรมรณรงค์แสดงพลังประชาชนต่อต้านเขื่อนแม่วงก์จากป่า สู่เมือง : ๓๘๘ กิโลเมตร จากแม่วงก์ ถึงกรุงเทพฯ STOP EHIA Mae Wong บริเวณด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ภาคป่า
o๙.oo น. ออกเดินเท้าจาก ม.เกษตรศาสตร์ ประตูถนนวิภาวดี
๑๑.oo น. พบกันที่จุดรวมพล BTS หมอชิต
๑๓.oo น. ประชาสัมพันธ์การคัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

๑๖.oo น. ร่วมกิจกรรมจากป่าสู่เมือง ในงานจากป่าสู่เมือง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ปทุมวัน

๑๘.๔๕ น. ร่วมอ่านแถลงการณ์พร้อมยื่นหนังสือต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ภาคเมือง
๑๕.oo น. การแสดงละคร "เสือสมิง" จากกลุ่มมะขามป้อม
๑๕.๑๕ น. ดนตรีจากกลุ่มเยาวชนต้นกล้าน้อย จ.นครสวรรค์
๑๕.๓o น. เสวนาวิวาทะ (กำ) จากเขื่อนแม่วงก์
๑๖.๑๕ น. ดนตรีจากวงอพาร์ทเม้นท์คุณป้า
๑๗.oo น. เสวนา ร้อยเรื่อง การเดินทางจากป่าสู่เมือง
๑๗.๔๕ น. ดนตรีจากวงคาราวาน
๑๘.๓o น. บทเพลงจากคุณจิระนันท์ พิตรปรีชา
๑๘.๔๕ น. อ.ศศิน และเครือข่ายผู้ร่วมคัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์ ร่วมอ่านแถลงการณ์พร้อมยื่นหนังสือต่อ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

๑๙.oo น. การแสดงดนตรี
ร่วม สนับสนุนโดยกลุ่มหน้ากากขาว นำโดย V For Thailand ซึ่งประกาศจัดกิจกรรมเข้าร่วมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โดยนัดรวมพลเวลา ๑๑.๓o น. บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แล้วเดินขบวนไปยังหอศิลป์ กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ กลุ่ม Bangkok Bicycle Campaign ผู้จัดกิจกรรม Bangkok Car Free Day ก็ประกาศนำกลุ่มผู้ขี่จักรยานเข้าร่วมกับมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เวลา ๑๑.oo น. ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตเช่นเดียวกัน

ตามด้วย กลุ่มผู้จัดกิจกรรม ปั่นล้อไปต่อทาง (ภาคพิเศษ) ตอน : หยุดเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งมีกำหนดการ ดังนี้

o๖.oo น. ปั่นจักรยาน ติดป้าย NO DAM ไปสนามหลวงร่วมรณรงค์ CAR FREE DAY 2013
o๘.๓o น. ร่วมขบวนจักรยานสีธงไตรรงค์ที่ยาวที่สุดในโลก มุ่งสู่ลานเซ็นทรัลเวิลด์ พลาซา ราชประสงค์ ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

๑o.oo-๑๒.oo น. ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ร่วมกิจกรรมต่างๆ
๑๒.๓o น. ปั่นจักรยานรณรงค์ NO DAM ไป Bacc หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
๑๓.oo-๑๙.oo น. ร่วมกิจกรรมกับเดินเท้าคัดค้าน EHIA เขื่อนแม่วงก์
ใคร จะรู้ น้ำตาเสือโคร่งหลายตัวในป่าแม่วงก์อาจหลั่งไหลด้วยความซาบซึ้ง เพราะรับรู้ในน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ที่เข้าร่วมกิจกรรมคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ ในวันนี้ก็เป็นได้.


จากคอลัมน์ "คลี่ตะวันห่มเมือง"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒๒ ก.ย. ๒๕๕๖

"ปฏิรูปประเทศไทยไม่ง่ายอย่างที่คิด"
ท่านขุนน้อย ณ ลีลาแห่งบุปผากระบี่


ฮื่ม มม์ม์ม์...ไม่ใช่แต่เฉพาะมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาอย่างเราๆ เท่านั้น ที่ต่างกำลังเดือดร้อนเพราะความ ห่วยแตก ของรัฐบาลหนักขึ้นๆ ทุกที กระทั่งสิง สา รา สัตว์ ยังพลอยถูกหางเลขตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสือ หรือช้าง ไป ๆ มา ๆ ชักจะกลายเป็น เสียงส่วนน้อย ไปด้วยกันทั้งสิ้น หนีไม่พ้นต้องยอมศิโรราบให้กับ ตัวเงิน-ตัวทอง ที่ผงาดขึ้นมามีฐานะเป็น เสียงส่วนใหญ่ ของบ้านนี้ เมืองนี้ ไปเรียบโร้ยย์ย์ย์แล้ว...

การ ประท้วงคัดค้าน EHIA (Environmental Health Impact Assessment) หรือรายงานการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมและสุขภาพในการสร้าง เขื่อนแม่วงก์ ที่นำโดยคุณ ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และบรรดานักอนุรักษ์อีกจำนวนนับร้อย นับพันนั้น ว่าไปแล้ว...นอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงความหวงแหนต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ตามธรรมชาติ ที่นับวันมีแต่จะหดหายไปจากประเทศไทยยิ่งขึ้นทุกที ยังถือเป็นการช่วยปกป้องสัตว์ป่าหายากอย่าง เสือ อันมีถิ่นที่อยู่ในพื้นที่ป่าตะวันตกแถบแม่วงก์-คลองลาน ควบคู่ไปด้วย แต่ในเมื่อ EHIA ที่นำเสนอโดย IHIA ไม่เคยคิดจะให้ความสนใจต่อสิ่งเหล่านี้เอาเลยแม้แต่น้อย บรรดาผู้ที่รักเสือ รักป่า รักสายลม-แสงแดดและธรรมชาติทั้งหลาย แม้ว่าจะมีฐานะเป็น เสียงส่วนน้อย ก็เถอะ ย่อมอดไม่ได้ที่จะลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน พร้อมใจกันเดินเท้านับเป็นร้อย ๆ พัน ๆ กิโล เพื่อแสดงออกถึงการคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ของรัฐบาลซึ่งมี เสียงส่วนใหญ่ ให้การปกป้อง คุ้มครอง อย่างทรหด อดทน เอามาก ๆ...

แต่ ก็อย่างว่า...ในเมื่อ เสียงส่วนใหญ่ ดันไปเห็นดี เห็นงาม กับ EHIA และ IHIA ชนิดไม่สนใจที่จะฟังเหตุ ฟังผล ไม่สนใจที่จะสำรวจ ตรวจสอบ ความถูก ความผิด ความชอบธรรม ไม่ชอบธรรมใด ๆ เอาซะเลย ถึงกับมีการจัดกลุ่มมวลชนออกมาสนับสนุนสร้างเขื่อนแม่วงก์ ก่อกวนฝ่ายที่คัดค้าน ต่อต้าน ไม่ต่างไปจากการจัดกลุ่มมวลชนออกมาสนับสนุนการขึ้นราคาแก๊สของรัฐบาลนั่น แหละ แบบนี้... IHIA ก็เลยสบาย!!! พร้อมที่จะออกมาส่งเสียงคำราม เห่าใส่เสือ เห่าใส่มวลมนุษย์ผู้รักป่า รักธรรมชาติ ทั้งหลาย ด้วยการยืนหยัด ยืนยัน ว่ายังไง ๆ ก็จะต้องสร้างเขื่อนแม่วงก์ให้จงได้ อนาคตของประเทศไทยที่นับวันจะเต็มไปด้วยจำนวนตัวเงิน ตัวทอง เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นอะไรที่ออกจะน่าหดหู่ น่าสังเวช น่าทุเรศเวทนา เป็นอันมาก...

ส่วนเรื่อง ช้าง นั้น...แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ EHIA แต่งานนี้ย่อมมิอาจแยกออกไปจาก IHIA ได้โดยเด็ดขาด คือสรุปง่าย ๆ ว่า...อาจเป็นเพราะ IHIA นั้น ต้องการที่จะตอบสนองความประสงค์ของพวกฝรั่ง หรือต้องการที่จะรับใช้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าพืชพันธุ์ สัตว์ป่า ระหว่างประเทศ ที่เรียกกันสั้น ๆ ง่ายๆ ว่าอนุสัญญา ไซเตส เลยนอกจากคิดจะโอนอำนาจในการควบคุม ดูแลช้าง มาอยู่ที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังคิดที่จะเพิ่มอำนาจให้กับการเล่นงานคนเลี้ยงช้าง การยึดช้างมาเป็นของหลวง โดยไม่คิดจะถามความสมัครใจของช้าง หรือของคนเลี้ยงช้างเอาเลยแม้แต่น้อย ส่งผลให้เกิด ม็อบช้าง เตรียมที่จะไสช้างเข้ามาบุกกรุง แสดงออกถึงการต่อต้าน คัดค้าน ต่อรัฐบาลที่มีเสียงส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน อันอาจทำให้ต้องเผชิญหน้ากับ ม็อบตัวเงิน-ตัวทอง ด้วยหรือไม่ อีกไม่นาน-ไม่ช้า คงได้เห็น...

อย่าง ไรก็ตาม...ไม่เพียงแต่เฉพาะผู้รักป่า รักสัตว์ป่า รักธรรมชาติ รักสายลม-แสงแดดแต่เพียงเท่านั้น ขนาดผู้ที่พยายามแสดงออกถึงความรักชาติ รักประเทศ ไม่ต้องการให้ใครมาเอารัด เอาเปรียบ มาแสวงหาผลประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยอย่างไม่ถูกต้อง เป็นธรรม แม้จะอาศัยคำว่า การค้าเสรี มาบังหน้าก็ตาม นั่นก็คือบรรดาผู้ที่พยายามรวมตัวลุกขึ้นมาต่อต้านคัดค้าน การทำข้อตกลงที่ไม่ชอบมาพากลระหว่าง ไทยกับสหภาพยุโรป ในการเปิดเจรจาเขตการค้าเสรีที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อไม่นานมานี้ ว่ากันว่า...กว่าจะได้มีโอกาสเล็ดลอดเข้าไปแสดงออกถึงเจตนารมณ์และความต้อง การของตัวเอง ก็แทบต้องหันไปหมอบกราบต่อบรรดา เสียงส่วนใหญ่ ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่แทบถือเป็นเมืองหลวงของชาวเสื้อแดง เป็นศูนย์กลางของประเทศล้านนาไปแล้วในทุกวันนี้...

ไม่งั้นมี สิทธิ์ถูกถีบ ถูกไล่ทุบ ไล่กระทืบแบบที่ IHIA เคยเรียกร้องคนเชียงใหม่ให้ลุกขึ้นมาเล่นงาน ม็อบการประชุมน้ำนานาชาติ เอาง่าย ๆ จนถึงกับต้องยอมเปลี่ยนคำเรียกประเทศสหภาพยุโรปว่า EU ด้วยเหตุว่า...อาจไปพ้องกับคำว่า E-PU อันเป็นสิ่งที่ เสียงส่วนใหญ่ ในจังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นสิ่งซึ่งมิอาจแตะต้องใด ๆ ได้โดยเด็ดขาด ความพยายามปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ ภายใต้ภาวะที่ใครต่อใครนิยมควักสมองออกไปแช่ไว้ในช่องฟรีซเช่นนี้ จึงเป็นอะไรที่...ออกจะโหดร้าย ทารุณ น่าเจ็บปวดรวดร้าว ทรมานทรกรรมอย่างถึงที่สุด พูดง่าย ๆ ว่าเล่นเอาบรรดา NGO ธรรมดา ๆ เมื่อต้องเจอเข้ากับ NGO ฉบับของจริง-ของแท้ซึ่งต้องมี ไม้เอก เติมเข้าไประหว่างตัวเอ็นกับตัวโอ อย่างมิอาจลบทิ้งไปได้โดยเด็ดขาด เล่นเอาไม่ว่าใครก็ใครต่างต้อง มึนซ์ซ์ซ์ ต้อง โง่ ไปด้วยกันทั่วทั้งประเทศ...

ว่าไปแล้ว...ในช่วง กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ ๒ ความโง่ระดับถึงกับเกิดการห้ามไม่ให้ใครต่อใครยิงปืนใหญ่ใส่กองทัพพม่า ด้วยเหตุเพราะกลัวบรรดานางสนมจะตกใจ ย่อมถือเป็นความโง่ที่น่าตกตะลึงพรึงเพริดอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงความโง่ในหมู่ผู้คนกลุ่มเล็ก ๆ ในหมู่อำมาตย์ฉบับของจริง-ของแท้ ที่มีอยู่แค่ไม่กี่กระจุก บรรดาผู้ที่รักชาติ บ้านเมือง และผู้ที่ทนความโง่เช่นนี้ไม่ไหว จึงมีโอกาสตีแตก แหกหัก ฝ่ากองทัพพม่า กลับมาฟื้นฟู บูรณะประเทศไทย ให้กลับคืนมาเป็นประเทศไทยหรือเป็นกรุงสยามได้ดังเดิม แต่ในช่วงใกล้ ๆ ที่จะเกิดภาวะ กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ ๓ ดู ๆ แล้วมันน่าจะโง่หนัก โง่นาน แถมโง่อย่างบูรณาการแผ่กระจายไปทั่วทั้งประเทศ ลุกลามครอบคลุมไปในหมู่พวกไพร่ในแต่ละแบบ ได้อย่างน่าสยดสยอง น่าขนลุกขนพอง กว่าครั้งอดีตไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า การฟื้นฟู บูรณะประเทศไทย ให้ฟื้นกลับคืนมาใหม่ในอนาคตข้างหน้า จึงไม่เพียงแต่ต้องใช้ความห้าวหาญ มุ่งมั่น อย่างถึงที่สุดแล้ว ยังต้องอาศัยสติและปัญญา ความอดทน อดกลั้น อย่างสุดลิ่มทิ่มกระดานควบคู่ไปด้วย...

ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Talmage (อีกครั้ง)... “Wise men are instructed by reason; men of less understanding by experience; the most ignorant by necessity; and beast by nature. - คนฉลาดมากเรียนรู้ด้วยเหตุผล คนฉลาดน้อยเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ คนไม่ฉลาดเลยเรียนรู้ด้วยความจำเป็นบังคับ เดียรัจฉานเรียนรู้ด้วยธรรมชาติ...”


จากนสพ.ไทยโพสต์ ๒๔ ก.ย. ๒๕๕๖

 

 

Toeyphat4848@hotmail.com