ความหลากหลายของโปรโตซัวและสัตว์


อาณาจักรสัตว์

สิ่งมีชีวิตที่จะถูกจัดให้อยู่ใน Kingdom Animalia ได้จะต้องมีลักษณะเฉพาะ คือ
1. เป็นพวก eukaryote และมีจำนวนหลายเซลล์ (multi-cellular organisms)
2. ไม่มี cell wall
3. ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ จะต้องกินสิ่งอื่นเป็นอาหาร
4. ส่วนใหญ่สามารถเคลื่อนที่ได้ อาจจะในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตหรือตลอดชีวิต
คาดว่าสัตว์จะมีต้นกำเนิดมาจากสิ่งมีชีวิตจำพวก colonial flagellated protist

ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุค Precambrian เมื่อประมาณ 700 ล้านปีที่ผ่านมา



กฏเกณฑ์ในการจัดหมวดหมู่สัตว์

1. การจัดโครงสร้างของร่างกาย (Organization of animal body)
1. Protoplasmic Grade ร่างกายประกอบด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว
2. Cellular Grade เซลล์มาอยู่รวมกัน แต่เซลล์แต่ละเซลล์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง
3. Cell-tissue Grade เซลล์ที่มีหน้าที่เดียวกันจะมาอยู่รวมกันเป็นเนื้อเยื่อต่างๆ และทำงานประสานกัน
4. Tissue-organ Grade เนื้อเยื่อต่างๆหลายชนิดจะมารวมกันเป็นอวัยวะเพื่อทำหน้าที่ที่เฉพาะเจาะจง
5. Organ-system Grade คือ ระบบอวัยวะ เกิดจากการที่อวัยวะต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กันจะมาทำงานร่วมกันเป็นระบบ ทำให้ร่างกายสามารถดำรงชีวิตได้ดีขึ้น เช่น ระบบย่อยอาหาร จะประกอบด้วยอวัยวะหลายอวัยวะทำงานร่วมกัน

2. การเรียงตัวของชั้นเนื้อเยื่อ
1. Diploblastic Organization เป็นการรวมกันของเซลล์ให้มาอยู่รวมกันเป็นชั้นเนื้อเยื่อแบบมี 2 ชั้น คือ ชั้น ectoderm ซึ่งอยู่ด้านนอกของร่างกาย และ endoderm ซึ่งเป็นชั้นที่เป็นผนังของทางเดินอาหาร

2. Triploblastic Organization
ในสัตว์พวกที่มีชั้นเนื้อเยื่อ 3 ชั้น จะประกอบด้วย endoderm, mesoderm และ ectoderm

3. สมมาตรของร่างกาย (Symmetry) คือการจัดสมมาตรของร่างกายเมื่อมีการแบ่งร่างกายออกโดยใช้ระนาบ กึ่งกลาง
1.สัตว์ที่ไม่มีสมมาตร (Asymmetry)
2. สมมาตรแบบรัศมี (Radial symmetry)
3. สมมาตรซ้ายขวาหรือสมมาตรแบบครึ่งซีก (Bilateral symmetry)

4. ช่องว่างภายในลำตัว (Body cavity)
1. Acoelomate : สัตว์ที่ไม่มีช่องว่างภายใน
2. Pseudocoelomate : สัตว์กลุ่มนี้จะมีช่องลำตัวเทียม (pseudocoelom)
3. Coelomate : พวกที่มีช่องว่างลำตัวที่แท้จริง (true coelom หรือ eucoelomate)

ซึ่งลักษณะของการเกิดช่องว่างของลำตัวสามารถแบ่งออกได้ 2 แบบ คือ
1) Schizocoelous
2) Enterocoelus

5. การพัฒนาการของ embryo และการแปรสภาพ (Comparative Embryology and Differentiation)
1. Protostomes จะเกิดช่องว่างในลักษณะ schizocoelous เมื่อมีการพัฒนาการช่องเปิดของ blastopore จะพัฒนาไปเป็นช่องปากและ anus จะพัฒนามาจากช่องเปิดที่สอง

จะพบในสัตว์ที่อยู่ใน Phylum Mollusca, Annelida และ Arthropoda
2. Deuterostomes จะเกิดช่องว่างแบบ enterocoelous ช่องเปิด blastopore จะพัฒนาไปเป็น anus ในขณะที่ช่องเปิดที่สองที่เกิดขึ้นที่หลังจะพัฒนาไปเป็นช่องปาก
จะพบในสัตว์ที่อยู่ใน Phylum Echinodermata, Hemichordata และ Chordata

จากกฏเกณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในการจัดหมวดหมู่ของสัตว์ทำให้สามารถจัดจำแนกสัตว์ออกได้ประมาณ 35 phyla แต่มี phylum ที่สำคัญและมีการศึกษากันอย่างมากอยู่ประมาณ 12 phyla


1. Phylum Porifera : ฟองน้ำ (Sponge)
- การจัดระบบร่างกายเป็นแบบ cellular grade มีรูปร่างไม่แน่นอน ลำตัวมีรูพรุนซึ่งเป็นช่องทางให้น้ำผ่านเข้า (ostia)

- ลำตัวด้านในจะกลวง (spongocoel) ทำหน้าที่คล้ายช่องทางเดินอาหาร มีช่องทางออกของน้ำ เรียกว่า osculum
- ผนังลำตัวเป็นเนื้อเยื่อ 2 ชั้น ชั้น epidermis เป็น pinacocyte เซลล์ด้านใน choanocyte จะมี flagella ทำหน้าที่ในการดักจับชิ้นอาหาร โดยมี mesohyl ซึ่งเป็น gelatinous matrix อยู่ระหว่างเนื่อเยื่อทั้ง 2 ชั้นและมี amoebocyte ทำหน้าที่ในการย่อยและส่งสารอาหารและขวาก (spicule) ฝังตัวอยู่ในชั้นนี้และทำให้ฟองน้ำมีโครงร่างค่อนข้างแข็ง
- ฟองน้ำส่วนใหญ่จะไม่เคลื่อนที่ โดยจะเกาะอยู่กับพื้นผิวต่างๆ
- สามารถขยายพันธุ์ได้ทั้งแบบ asexual reproduction โดยการ budding และ sexual reproduction โดยการสร้าง gamete
ฟองน้ำโดยทั่วไปมีระบบท่อน้ำภายในร่างกาย ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ คือ
1. Asconoid : น้ำเข้าสู่ท่อขนาดเล็กที่อยู่ตามร่างกาย (ostia) รวมเข้าสู่ spongocoel
กลางลำตัว มักพบในฟองน้ำที่มีขนาดเล็กและมีรูปร่างเป็นท่อ
2. Syconoid : มีรูปร่างเป็นท่อและมีช่องเปิด osculum 1อัน แต่มีผนังลำตัวหนามีท่อที่
แตกแขนงออกไป (radial canal) และมีช่องเปิดออกมารวมกันที่ spongocoel
3. Leuconoid : เป็นฟองน้ำที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อน้ำถูกปล่อยออกมาจากท่อน้ำจะไปรวมกันที่ excurrent canal แล้วจึงส่งผ่านไปยัง osculum
ฟองน้ำมากกว่า 5,000 species พบอาศัยอยู่ในทะเลแต่อีกประมาณ 150 species พบอาศัยอยู่ในน้ำจืด สามารถแบ่งออกเป็น 4 class คือ

1. Class Calcarea (Calcispongiae) ส่วนใหญ่มีรูปร่างเป็นท่อหรือทรงแจกัน
2. Class Hexactinellida (Hyalospongiae) ส่วนใหญ่จะพบในเขตน้ำลึก รูปทรงแจกันหรือรูปถ้วย การจัดเรียงตัวของท่อน้ำสามารถเป็นได้ทั้งแบบ syconoid และ leuconoid
3. Class Demospongiae มีอยู่ถึง 95% ของฟองน้ำที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีระบบท่อน้ำเป็นแบบ leuconoid พวกที่อยู่ในน้ำทะเลมีสีและรูปร่างสวยงาม บางชนิดอาจพบในน้ำจืด มีรูปร่างแตกต่างกันมาก
4. Class Sclerospongiae มีการจัดเรียงท่อน้ำเป็นแบบ leuconoid มักพบในที่ที่ไม่
ค่อยมีแสงสว่าง เช่น ตามรอยแยกของแนวปะการัง ในถ้ำใต้น้ำ หรือในเขตน้ำลึก


2. Phylum Cnidaria : hydra, sea anemone, jellyfish, coral
- มีการจัดร่างกายเป็นแบบ tissue grade และมีสมมาตรร่างกายเป็นแบบรัศมี (radial
symmetry) -
- ลำตัวมีเนื้อเยื่อเรียงตัวเป็น 2 ชั้น (diploblastic) มีชั้น gelatinous mesoglea อยู่ตรง
กลาง บางชนิดอาจมีสารพวก chitin หรือ calcium carbonate สำหรับเป็นโครงร่างแข็ง
- ช่องกลางลำตัวเป็นช่อง gastrovascular cavity ทำหน้าที่เป็นช่องทางเดินอาหารและมีช่องเปิดของปากซึ่งมี tentacle ล้อมรอบ ที่ tentacle มีเซลล์ที่มีเข็มพิษ (nematocyst)
- มีรูปร่าง 2 แบบ (dimorphism) คือ polyp และ medusa

1. Subphylum Medusozoa

1.1 Class Hydrozoa (hydroid) : hydra, แมงกะพรุนน้ำจืด, obelia, แมงกะพรุนไฟ (Portotuguese man-of-war; Physalia physalis)
1.2 Class Scyphozoa รูปร่างเป็นแบบ medusa เช่น แมงกะพรุน
1.3 Class Cubozoa ส่วนใหญ่มักพบมีรูปร่างแบบ medusa ส่วนของ umbrella มักมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยม และมี tentacle อยู่ที่มุมทั้งสี่ มี nematocyst ที่มีพิษรุนแรงกับมนุษย์

2. Subphylum Anthozoa : มีรูปร่างเป็นแบบ polyp ตัวอย่างเช่น
Alcyonaria : กัลปังหาขนนก (sea feather), กัลปังหาพัด (sea fan), ปากกาทะเล (sea
pen)
Zoantharia : รูปร่างเป็นแบบ polyp เกาะอยู่กับพื้นผิวและมีสร้างหินปูนมาหุ้มทำให้โครงร่างภายนอกแข็ง เมื่ออยู่กันเป็นกลุ่มจะทำให้เกิดก้อนหรือแนวปะการัง (coral reef) ตัวอย่างเช่น ปะการังสมอง ปะการังเห็ด ปะการังเขากวาง ดอกไม้ทะเล (sea anemones)

3.phylum Ctenophora หวีวุ้น (sea-gooseberry / comb jelly)

- มีการจัดเรียงชั้นเนื้อเยื่อเป็น 2 ชั้น แต่ชั้น mesoglea จะมี cell อยู่กันอย่างหลวมๆ
และมี comb plate ซึ่งประกอบด้วย cilia จัดเรียงเป็นแถว (comb row) อยู่ด้านข้างลำตัวสำหรับใช้ในการว่ายน้ำ
- มี tentacle เพียง1 คู่ และไม่มี nematocyst
- ทางเดินอาหารมีช่องปากอยู่ทางด้านล่างของลำตัวและมี anal pore อยู่ทางด้านบน
- มีเส้นประสาทอยู่รอบๆ ส่วนปากและใต้ comb row

4. Phylum Platyhelminthes : หนอนตัวแบน (flatworm)

- เป็นพวกที่มีระบบอวัยวะ (organ system grade)
- ลำตัวแบนด้านบน-ล่าง มีการจัดเรียงตัวของชั้นเนื้อเยื่อเป็น 3 ชั้น (triploblastic) แต่ไม่มีช่องว่างภายในลำตัว (Acoelomate)
- มี digestive tract แบบไม่สมบูรณ์แทรกตัวอยู่ในชั้น mesoderm
- มี nerve cord ตามความยาวของลำตัว โดยมี transverse nerve เชื่อมต่อตามขวาง
- มีระบบขับถ่ายที่แตกแขนงออกไปเป็น frame cell (protonephridia)
- ไม่มีระบบหายใจและไม่มีระบบหมุนเวียน
- บางชนิดเป็น parasite ที่อาจจะต้องอาศัย host หลายตัว เนื่องจากวงจรชีวิตมีความสลับซับซ้อน และบางพวกเป็น parasite ที่สำคัญของมนุษย์
สามารถแบ่งออกเป็น 4 class คือ

1. Class Turbellaria เช่น Freshwater Planaria ซึ่งเป็นพวกที่หากิน
อิสระ
2. Class Monogenea เป็น ectoparasite ของพวกปลาน้ำจืด
3. Class Trematoda เป็น endoparasite ของ vertebrate ส่วนใหญ่มีรูปร่างแบนคล้าย
ใบไม้ เช่น พยาธิใบไม้ในตับคน (liver fluke) พยาธิใบไม้ในเลือดคน (blood fluke) (Schistosoma) พยาธิใบไม้ในปอด (lung fluke) (Paragonimus)
4. Class Cestoda เช่น tapewrom (พยาธิตัวตืด) มีรูปร่างยาว แบน ลำตัวแบ่งเป็นปล้องๆ และแต่ละปล้อง (proglottid) สามารถเจริญเป็นตัวใหม่ได้ กินอาหารโดยการดูดซึมสารอาหารผ่านผนังลำตัว เช่น พยาธิตัวตืดวัว (Taeniarhynchus saginatus) พยาธิตัวตืดหมู (Taenia solium) พยาธิตัวตืดสุนัข (Echinococcus granulosus

5. Phylum Rotifera หนอนจักร (Rotifer)

- ลำตัวโปร่งใสรูปทรงกระบอก มีขนาดเล็กมาก
- ร่างกายแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนของหัวจะมี corona (crown) ซึ่งประกอบด้วย cilia
เรียงตัวเป็นแถว 2 วง ช่วยในการว่ายน้ำc]tพัดโบกให้อาหารเข้ามาสู่ส่วนปาก ซึ่งจะพัดสลับทิศทางกัน
- ส่วนลำตัว (trunk) เป็นที่อยู่ของอวัยวะภายใน
- ส่วนเท้า (foot) จะมี toe ที่ใช้ในการเคลื่อนที่โดยการคืบคลานโดยอาศัย adhesive
gland แต่บางชนิดเป็นพวกที่เกาะอยู่กับที่
- ระบบทางเดินอาหารประกอบด้วยกระเพาะอาหารขนาดใหญ่และมี intestine ขนาดสั้นๆ ที่ต่อไปยัง anus
- ไม่มีระบบหมุนเวียนและระบบแลกเปลี่ยน gas
- การขับถ่ายใช้ protonephridia
- ระบบประสาทประกอบด้วยสมองและเส้นประสาทด้านข้าง มีตาไว้รับแสงอยู่บริเวณหัว รวมทั้งมีอวัยวะรับสัมผัสพวกสารเคมี
- เป็นพวกที่มีเพศแยก แต่การสืบพันธุ์มักเป็นแบบ parthenogenesis ดังนั้น จึงมีตัวผู้น้อยหรือไม่มีเลย
- บางชนิดเป็น plankton แต่บางชนิดเป็นพวกที่กินสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหารหรือกินซากอินทรีย์ ส่วนใหญ่พบได้ในน้ำจืดแต่มีบางชนิดที่อาศัยในทะเล

6. Phylum Nematoda หนอนตัวกลม (roundworm)

- ช่องว่างของลำตัวเป็นแบบช่องลำตัวเทียม (pseudocoelom)
- มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น (triploblastic) ลำตัวเป็นทรงกระบอกกลมและปกคลุมด้วย cuticle ที่หนาและยืดหยุ่น ซึ่งในพวกที่เป็น parasite จะช่วยในการป้องกันการย่อยจาก host
- ลำตัวไม่มีการแบ่งออกเป็นปล้อง บางชนิดอาจมี spine
- ระบบทางเดินอาหารเป็นแบบสมบูรณ์ สามารถกินอาหารได้หลายชนิด เป็นทั้งพวกที่กินเศษซากและพวกที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร แต่บางพวกเป็น parasite ซึ่งจะมี predatory teeth หรือ hook ที่ส่วนปากทำหน้าที่ในการเกาะติดกับเหยื่อ
- การแลกเปลี่ยน gas เกิดขึ้นโดยผ่านการแพร่ทางผิวหนัง และไม่มีระบบหมุนเวียน
- ระบบประสาทจะประกอบด้วย circumpharyngeal brain และมี longitudinal nerve cord ตามความยาวของลำตัว
- บางชนิดที่มีสองเพศในตัวเดียวกัน แต่บางชนิดมีเพศแยก ส่วนใหญ่ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย การปฏิสนธิเกิดขึ้นภายใน ส่วนใหญ่จะออกลูกเป็นไข่ แต่มีบางชนิดที่ออกลูกเป็นตัว (ovoviviparous) พวกที่เป็น parasite จะออกไข่ครั้งละเป็นจำนวนมาก
- หนอนตัวกลมส่วนใหญ่เป็น parasite ของพืชหรือสัตว์ บางชนิดเป็น free living อาศัยอยู่ในน้ำหรือตามที่ชื้นแฉะ
ชนิดของหนอนตัวกลมที่มีความสำคัญต่อมนุษย์และสัตว์อื่น เช่น
- พยาธิไส้เดือน (Round worm; Ascaris lumbricoides ) ตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ในลำไส้เล็กของคน
- พยาธิเส้นด้าย ( pinworm; Enterobius vermicularis ) จะอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่
- พยาธิปากขอ (hookworm; Necator americanus ) ส่วนปากจะมี hook และจะมี plate ขนาดใหญ่ที่ปากทำหน้าที่ตัดส่วนของผนังลำไส้เล็กของ host เพื่อดูดเลือด
- พยาธิตัวจี๊ด (porkworm; Trichinella spiralis ) ทำให้เกิดอาการของโรคที่เรียกว่า trichinosis ตัวเต็มวัยอาศัยอยู่ในลำไส้เล็กของคนและสัตว์อื่น เช่น สุกร ส่วนตัวอ่อนจะเข้า cyst และฝังตัวอยู่ในกล้ามเนื้อของ host ได้เป็นเวลาหลายปี
- พยาธิโรคเท้าช้าง (Filarial worm; Wuchereria spp. ) มีรูปร่างยาวคล้ายเส้นด้ายอาศัยอยู่ในระบบน้ำเหลืองของ host ทำให้เกิดโรคเท้าช้าง ( Elephantiasis) โดยมียุงเป็นพาหะ

7. Phylum Mollusca หอย หมึก

- ลำตัวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนหัว-เท้า (head-foot) และส่วนของก้อนอวัยวะ (visceral mass)
- ส่วนหัวเป็นที่ตั้งของปาก ระบบประสาทและอวัยวะในการรับสัมผัส
- ส่วนของเท้าจะเป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงใช้ในการเคลื่อนที่ ซึ่งอาจมี cilia และต่อมที่
ผลิต mucous เป็นจำนวนมาก
- มี mantle อยู่ด้านบนของ visceral mass ทำหน้าที่ในการสร้างเปลือก และมีช่อง mantle cavity เป็นที่ตั้งของอวัยวะขับถ่าย แลกเปลี่ยน gas โดยผ่านทาง gill และเป็นที่ปล่อยหน่วยสืบพันธุ์
- มี coelom ที่ลดรูปลงเป็นช่องว่างอยู่รอบหัวใจและบางส่วนของทางเดินอาหารซึ่งเป็นทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์
- ระบบหมุนเวียนเป็นแบบเปิดยกเว้นใน class Cephalopoda ที่เป็นแบบปิด
- ระบบประสาทประกอบด้วยเส้นประสาท (nerve cord) และปมประสาท (ganglia)
- ส่วนใหญ่เป็นพวกแยกเพศ ( dioecious)

สามารถแบ่งออกเป็น 7 class

1. Class Aplacophora : Solenogaster
2. Class Monoplacophora : Neopilina รูปร่างเหมือนหอยฝาเดียว มีเปลือกแข็ง ปลายยอดมีลักษณะโค้งเป็นก้นหอย ไม่มีส่วนหัว
3. Class Polyplacophora : ลิ่นทะเล (Chiton) ลำตัวเป็นรูปไข่ ส่วนของเปลือกด้านบนจะแบ่งออกเป็นปล้องจำนวน 8 ปล้องเกยกันอยู่ ทำให้สามารถม้วนตัวเป็นก้อนได้ ส่วนใหญ่พบอาศัยอยู่ตามก้อนหินตามพื้นทะเลตื้นๆ และกินพวก algae เป็นอาหารโดยใช้ radula ขูดอาหารกิน
4. Class Scaphopoda : หอยงาช้าง (tooth shell, tusk shell) เปลือกเป็นรูปคล้ายงาช้างที่มีปลายเปิดทั้งสองด้าน ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ตามพื้นทรายในน้ำทะเลตื้นๆ
5. Class Gastropoda : หอยฝาเดียว หอยทาก เปลือกของหอยฝาเดียวเมื่อเจริญขึ้นมาจะเกิดการขดตัว (coiling) ของเปลือกทำให้เกิดลักษณะเหมือนขั้นบันไดเวียน โดยทั่วไปการขดวนจะเป็นการวนตามเข็มนาฬิกา และจะมีช่องเปิดที่วงล่างสุด นอกจากนี้ในระหว่างการพัฒนาการของตัวอ่อนจะมีการหมุนตัวของอวัยวะภายในทวนเข็มนาฬิกาไป 180 o (torsion) ทำให้อวัยวะภายในหมุนไป โดยที่ส่วนของช่องขับถ่ายของเสียจะมีช่องเปิดทางด้านหน้าเช่นเดียวกับปาก และ mantle cavity จะกลับมาอยู่ด้านหน้าทำให้ gill มาอยู่ใกล้กับส่วนหัวและเท้า หอยฝาเดียวจะมีส่วนเท้าแบนมี cilia และ gland cell ซึ่งใช้หลั่งสารสำหรับใช้ในการเคลื่อนที่ มี radula ใช้ในการขูดกินอาหาร บางชนิดเป็นพวกกินพืช กินเศษซากอินทรีย์วัตถุ หรืออาจเป็น parasite หรือ predator
6. Class Bivalvia : หอยสองฝา ฝาแต่ละข้าง (valve) เชื่อมต่อกันด้วยบานพับ (hinge ligament) และมีกล้ามเนื้อยึดฝา (adductor muscle) ทำหน้าที่ในการปิดฝา ส่วนของเปลือกหอยด้านใต้บานพับจะดัดแปลงไปเป็นฟัน( teeth) ช่วยล็อคเปลือกไว้ด้วยกัน เปลือกส่วนที่อยู่ด้านหน้าจะนูน เรียกว่า umbo ส่วนหัวเสื่อมไป เยื่อ mantle สามารถขับมุกออกมาห่อหุ้มวัตถุหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปอยู่ภายในช่องว่างระหว่างเปลือกและ mantle การเคลื่อนที่จะอาศัยกล้ามเนื้อที่เท้าที่แข็งแรง หอยสองฝาไม่มี radula จึงกินอาหารโดยการกรองผ่านเหงือก
7. Class Cephalopoda : หมึก หอยงวงช้าง ด้านหน้าจะเป็นที่ตั้งของตา ปาก ท่อน้ำ และ tentacle ซึ่งท่อน้ำและ tentacle นี้ดัดแปลงมาจากส่วนของ foot เรียงกันเป็นวงกลมรอบปากเพื่อใช้ในการจับเหยื่อ การเคลื่อนที่และการผสมพันธุ์ ในพวกหมึกเปลือกจะลดรูปและอยู่ภายในลำตัวทำให้เป็นโครงร่างแข็งภายใน ยกเว้น nautilus ที่จะมีเปลือกหุ้มภายนอก ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ล่าเหยื่อจึงเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว มีระบบหมุนเวียนแบบปิด เลือดจะหมุนเวียนอยู่ในเส้นเลือด หนวดมีเซลล์รับสัมผัสและสามารถตรวจสอบสารเคมีได้ด้วย หมึกมีระบบป้องกันตัวโดยการพ่นหมึก สามารถรบกวนการดมกลิ่นของปลาได้

8. Phylum Annelida ไส้เดือน ปลิง

- เป็นพวกที่ช่องลำตัวที่แท้จริง (true coelom cavity)
- ส่วนหัวพัฒนาไปอย่างดีประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ในการรับสัมผัส
- ลำตัวแบ่งออกเป็นปล้องๆ (segment) แต่ละปล้องเรียกว่า metamere และมีผนังกั้นแต่ละปล้อง (septum)
- มีรยางค์อยู่ข้างตัว เรียกว่า parapodia อาจเป็น bristle หรือ setae มีลักษณะเป็น
แท่งแข็งเพื่อช่วยในการเคลื่อนที่
- ระบบทางเดินอาหารเป็นแบบสมบูรณ์ กินอาหารได้หลายแบบ
- ระบบหมุนเวียนเป็นแบบปิด มีเส้นเลือดหลักอยู่ด้านหลังและด้านท้องและมีหัวใจเทียมทำหน้าที่ในการสูบฉีดเลือด
- ระบบประสาทประกอบด้วยปมประสาทและเส้นประสาทอยู่ทางด้านท้อง โดยมีส่วนของสมองที่เกิดจากการรวมตัวของปมประสาท ตาสามารถรับได้ทั้งภาพและแสงและมีอวัยวะรับสัมผัส รับสารเคมี
- การขับถ่ายของเสียมี 2 แบบ คือ protonephridia และ metanephridia ทำหน้าที่ในการขับถ่ายของเสียออกจากเลือดและ coelom
- มีทั้งพวกที่เป็นเพศแยกและพวกที่เป็นกระเทย (hermaphrodite) การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศต้องมีการผสมข้ามระหว่างตัวผู้และตัวเมีย
- พบได้ทั่วไปทั้งในน้ำจืด น้ำเค็ม และบนบก

1. Class Polychaeta : ไส้เดือนทะเล แม่เพรียง หนอนดอกไม้ (fanworm) ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามใต้ก้อนหิน พื้นทราย และสิ่งต่างๆที่อยู่ตามพื้นทะเล บางชนิดอาจจะสร้างที่อยู่ที่มีลักษณะคล้ายท่อที่ทำมาจากวัสดุหลายชนิด

2. Class Oligochaeta : ไส้เดือนดิน พบได้ทั้งในน้ำจืดและบนบกและอยู่ในพื้นดินที่ชื้นแฉะ มีจำนวนปล้องแตกต่างกัน มี setae ช่วยในการเคลื่อนที่ ปล้องลำตัวบริเวณที่ใกล้กับช่องเปิดของระบบสืบพันธุ์จะขยายขนาดใหญ่ เรียกว่า clitellum ทำหน้าที่ปล่อยสารเมือกในระหว่างการผสมพันธุ์และสร้าง cocoon การเคลื่อนที่อาศัยการบีบตัวของกล้ามเนื้อ การขับถ่ายจะใช้ metanephridia ในการผสมพันธุ์จะมีการแลกเปลี่ยน sperm ระหว่างไส้เดือนดินสองตัว ส่วนใหญ่เป็นพวกที่เศษซากอินทรีย์วัตถุ

3. Class Hirudinea : ปลิง (leech) ส่วนใหญ่เป็นปรสิตภายนอกของพวก vertebrate
ปล้องหน้าและปล้องท้ายมักเปลี่ยนแปลงไปเป็น sucker เพื่อใช้ในการเกาะกับเหยื่อ ไม่ค่อยมีความเฉพาะเจาะจงกับ host มากนัก salivary gland จะปล่อยสารพวก anticoagulant (hirudin) เพื่อป้องกันการแข็งตัวของเลือด จะมี pharynx เป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงช่วยในการดูดเลือด มี photoreceptor และมี temperature sense organ ที่ทำงานได้ดีเพื่อช่วยในการหาเหยื่อ

9. Phylum Arthropoda สัตว์ขาข้อ

- มีลำตัวเป็นปล้องและแบ่งเป็นส่วนๆ (tagmatization)
- มีรยางค์ตามปล้องลำตัวเป็นข้อ/ ปล้อง (jointed appendage)
- มีโครงร่างแข็งห่อหุ้มภายนอก (exoskeleton) เป็น cuticle ซึ่งส่วนใหญ่มี chitin เป็นส่วนประกอบ
- การเจริญเติบโตของร่างกายจะต้องอาศัยการลอกคราบ
- ระบบทางเดินอาหารเป็นแบบสมบูรณ์
- พวกที่อยู่ในน้ำจะหายใจโดยใช้เหงือก (gill) ส่วนพวกที่อยู่บนบกจะใช้ book lung หรือ
ใช้ระบบท่ออากาศ (tracheal system)
- ระบบประสาทและมีอวัยวะรับสัมผัสเจริญดี
- การขับถ่ายพวก nitrogenous waste จะใช้ Malpighian tubules
- ส่วนใหญ่เป็นพวกแยกเพศ

1. Subphylum Trilobitomorpha : ลักษณะมีลำตัวแบ่งตามออกยาวได้เป็น 3 ส่วน ร่งกายประกอบด้วยส่วนหัว (cephalon) และส่วนลำตัว (trunk) ประกอบด้วยส่วนอก (thorax) และ pygidium และมีรยางค์ขาที่ปล้องลำตัวปล้องละ 1 คู่ ทั้งส่วนหัวและลำตัวปกคลุม
ด้วย carapace ส่วนใหญ่คาดว่าอาศัยอยู่ในทะเล

2. Subphylum Chelicerata : ลำตัวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหน้าของลำตัว (prosoma) มีรยางค์ที่ใช้ในการกินอาหาร (chelicera) และรยางค์ที่ใช้ในการเคลื่อนที่ และส่วนท้ายของลำตัว (opisthosoma) ไม่มีรยางค์ในการเคลื่อนที่หรือถ้ามีอาจจะมีน้อย
1. Class Merostomata แมงดาทะเล ( horseshoe crabs) พบในน้ำกร่อยและน้ำทะเล ลำตัวส่วนหน้าจะเป็นส่วนของหัวและอกรวมกัน (prosoma / cephalothorax) และปกคลุมด้วย carapace มักพบฝังตัวอยู่ตามพื้นน้ำที่ตื้นๆ กินพวกสัตว์อื่นที่มีขนาดเล็กหรือพวก plankton เป็นอาหาร
2.Class Arachnida : แมงมุม (spider) แมงป่อง (scorpion) เห็บ (tick) ไร (mite) ส่วนใหญ่พบอาศัยอยู่บนบกแต่มีบางพวกที่พบว่าอาศัยอยู่ในน้ำจืดและในทะเล เช่น ไรบางชนิด ลำตัวปกคลุมด้วย cuticle ที่เคลือบด้วย wax ส่วนหัวและอกติดกัน (cephalothorax /prosoma) ปกคลุมด้วย carapace มี chelicera และ pedipalp อย่างละ 1 คู่ ใช้ทำหน้าที่ในการจับเหยื่อและกินอาหาร และมีขาเดิน 4 คู่ ไม่มีหนวด และ mandibles มีมากกว่า 70,000 species มีความแตกต่างของรูปร่างและขนาดเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่กินสัตว์อื่นเป็นอาหารแต่มีบางชนิดที่เป็นศัตรูพืชหรือกินเศษซาก บางชนิดเป็น parasite

2.1 Order Araneae : แมงมุม (spiders) ส่วนของ chelicerae จะมีลักษณะเป็นเขี้ยว
(fang) ซึ่งจะมีท่อต่อกับต่อมพิษ ส่วนท้อง (opisthosoma) จะไม่แบ่งเป็นปล้องชัดเจนและจะเชื่อมต่อกับ prosoma ด้วย pedicel และมี spinnerets 1-3 คู่ อยู่ใกล้กับ anus เชื่อมต่อกับ silk glands ทำหน้าที่ในการปล่อยเส้นใย

2.2 Order Scorpionid : แมงป่อง ( scorpion) จะมี pedipalp ที่มีขนาดใหญ่กว่า chelicera มีรูปร่างเป็นก้ามขนาดใหญ่ไว้ใช้หนีบเหยื่อ ส่วนของ prosoma มีขนาดเล็ก ส่วนท้อง (opisthosom) จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ pre-abdomen (mesosoma) และ post-abdomen (metasoma / tail) ซึ่งมี 5 ปล้องและปล้องสุดท้ายมีลักษณะโป่งเป็นกระเปาะและมีหนามพิษซึ่งมีช่องเปิดของท่อที่ต่อมาจากต่อมพิษ (venom gland)

2.3 Order Acarina เห็บและไร (ticks and mites) ส่วน cephalothorax จะมีขนาดเล็ก ส่วนท้องมีขนาดกว้างและไม่แบ่งเป็นปล้องชัดเจนแต่สามารถขยายขนาดได้มาก เห็บเป็นปรสิตภายนอกของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยมี chelicera ช่วยในการทำให้ผิวหนังของ host เป็นแผลและมี hypostome อยู่ที่ส่วนหัวทำหน้าที่ในการแทงและดูดเลือดจาก host ในน้ำลายจะมีสารที่ป้องกันการแข็งตัวของเลือด ส่วนไรเป็นได้ทั้งปรสิตของสัตว์และพืชและบางพวกสามารถอยู่ได้อย่างเป็นอิสระ พวกที่เป็น parasite จะมีส่วนของ chelicera เป็นแท่งปลายแหลมเพื่อใช้แทงและดูดของเหลวจาก host

3. Subphylum Mandibulata ลักษณะสำคัญคือ จะมี mandible ซึ่งเป็นรยางค์ที่ช่วยในการกินอาหาร และ มีรยางค์ที่เป็นทั้งแบบไม่แตกแขนง (uniramous) และแบบที่แตกแขนง (biramous)

1. Class Myriapoda : (G: many feet) ลำตัวประกอบไปด้วยส่วนหัว (head ) และลำตัว (trunk) และมีรยางค์แบบที่ไม่มีการแตกแขนง (uniramous) ลำตัวปกคลุมด้วย cuticle ที่ไม่มี wax เคลือบ
1.1 Order Chilopoda : ตะขาบ (centipedes = 100 feet) เป็นพวกที่มีการ
เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว มีหนวด 1 คู่ และมีส่วนของ maxillipeds 1 คู่ มีลักษณะเป็นเขี้ยวพิษที่ต่อกับต่อมพิษทำหน้าที่ในการกัดเหยื่อ ปล้องลำตัวมีประมาณ 15 ปล้องหรือมากกว่าและจะมีรยางค์ 1 คู่ ทุกปล้องทำหน้าที่เป็นขาเดิน ใกล้กับโคนขาจะมีช่องเปิดของ spiracle ซึ่งไม่มีลิ้นปิดต่อกับท่ออากาศ (tracheal tube) พบอาศัยอยู่ตามพื้นดินที่ค่อนข้างชื้นและมืดแต่พบว่าบางชนิดอาจจะอาศัยอยู่ในทะเล บางพวกเป็นพวกที่หากินในเวลากลางคืน
1.2 Order Diplopoda : กิ้งกือ (millipedes =1,000 feet) ลำตัวยาวรูปทรงกระบอก
ประกอบด้วยปล้องลำตัว 25-100 ปล้องหรือมากกว่า ปล้องลำตัวเกิดจากการรวมตัวกันของปล้อง 2 ปล้อง ทำให้มีรยางค์ปล้องละ 2 คู่ และมี spiracle ปล้องละ 2 คู่ ด้านข้างของลำตัวมีต่อมที่ใช้ในการปล่อยสารพิษที่ใช้ในการป้องกันตัวและไล่เหยื่อ กิ้งกือพบได้ทั่วไปตามพื้นดิน ตามที่ชื้น เช่น กองใบไม้ ต้นไม้ผุ แต่มีบางชนิดที่เป็นพวกที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร

2. Class Hexapoda (Insecta) : แมลง (insect) เป็นกลุ่มของสัตว์ที่มีจำนวนชนิดมากที่สุด มีความหลากหลายในด้านขนาดและรูปร่างมาก ลำตัวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัว (head) ส่วนอก (thorax) และส่วนท้อง (abdomen) รยางค์ที่พบในแมลงเป็นแบบไม่มีการแตกแขนง (uniramous) ส่วนหัว เป็นที่ตั้งของตารวม (compound eyes) 1 คู่ บางชนิดอาจมีตาเดี่ยว (ocelli) มีหนวด 1 คู่ ส่วนปากประกอบด้วยแผ่น cuticle แข็ง ลักษณะของปากแมลงมีการดัดแปลงไปจึงแตกต่างกันตามชนิดของอาหารที่กิน ส่วนอก ประกอบด้วย อกปล้องแรก (prothorax) อกปล้องกลาง (mesothorax) และอกปล้องท้าย (metathorax) ที่อกแต่ละปล้องจะมีขาปล้องละ 1 คู่ และมีปีกอยู่ที่อกปล้องกลางและอกปล้องท้ายปล้องละ 1 คู่ แต่บางชนิดอาจมีปีกเพียง 1 คู่หรือไม่มีปีก ส่วนขาจะดัดแปลงไปหลายรูปแบบเพื่อประโยชน์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน ส่วนท้อง ประกอบด้วยปล้องจำนวน 9-11 ปล้อง ในตัวเต็มวัยไม่มีรยางค์ที่ใช้ในการเคลื่อนที่ ปล้องสุดท้ายจะดัดแปลงไปเป็นอวัยวะที่ช่วยในการผสมพันธุ์ เช่น clasper ในตัวผู้ หรือ ovipositor ในตัวเมีย ด้านข้างของปล้องท้องจะมีช่องเปิดของ spiracle ที่มีฝาปิดและต่อกับท่ออากาศภายในร่างกาย
แมลงมีระบบทางเดินอาหารที่สมบูรณ์ ประกอบด้วยอวัยวะที่มีรูปแบบแตกต่างกันตามชนิดของอาหารที่กิน การแลกเปลี่ยน gas ใช้ tracheal system ซึ่งประกอบด้วย spiracle และ trachea ที่กระจายไปทั้วลำตัว แมลงมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด โดยที่เลือดส่วนหนึ่งอยู่ภายในช่องลำตัวหรือช่องเลือด (hoemocoel) และบางส่วนอยู่ใน dorsal blood vessel ที่อยู่กลางหลังตลอดความยาวของลำตัว แมลงมีส่วนของสมองอยู่ที่ส่วนหัวและปมประสาทอยู่ทางด้านท้องใต้หลอดอาหาร โดยมี ventral nerve cord เชื่อมต่อระหว่างปมประสาท นอกจากนี้แมลงยังมีอวัยวะรับความรู้สึกหลายประเภท เช่น หนวด ตา แมลงมีการเจริญเติบโตโดยการลอกคราบ (molting) และมีการพัฒนาการแบบที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง (metamorphosis) สามารถจัดจำแนกแมลงออกได้เป็น 2 subclass คือ
2.1 Subclass Apterygote (primitively wingless insects) เป็นแมลงพวกที่ไม่มีปีก มักมีขนาดเล็ก ลำตัวเรียวยาว บางพวกอาจจะไม่มีตา ผนังลำตัวบาง จึงมีการแลกเปลี่ยน gas ทางผิวลำตัว ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยมีรูปร่างไม่ต่างกัน (ametabolous) มักจะมีรยางค์ที่ส่วนท้องปล้องท้ายๆ (styli) ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามดิน เศษซากใบไม้ ในสถานที่ที่ค่อนข้างชื้น กินพวกเศษวัสดุเน่าเปื่อยหรืออินทรีย์วัตถุต่างๆ มีความสำคัญใน food chains เพราะเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นเช่นกัน ตัวอย่างที่สำคัญเช่น proturans (Order Protora) แมลงหางดีด (springtail ; Order Collembola) ตัวสองง่าม (diplurans, bristletails; Order Diplura) ตัวสามง่าม (bristletails, silverfish ; Order Thysanura)
2.2 Subclass Pterygote (winged insects) เป็นแมลงพวกที่มีปีก1-2 คู่ ตัวอย่างแมลงที่สำคัญ เช่น แมลงปอ (Order Odonata) ตัวอ่อนอาศัยอยู่ในน้ำ ตัวเต็มวัยอาศัยอยู่บนบกแต่อยู่ในบริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำ ตั๊กแตน จิ้งหรีด( Order Orthoptera) บางชนิดเป็นศัตรูพืชที่สำคัญ เช่น ตั๊กแตนปาทังก้า แมลงสาบ( Order Blattaria) มักพบว่าเป็นศัตรูในบ้านเรือนหรือในโรงเก็บ บางชนิดอาจเป็นพาหะนำโรคมาสู่มนุษย์ได้ ปลวก ( Order Isoptera) เป็นแมลงสังคม (social insect) ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ร่วมกับต้นไม้ เนื่องจากอาศัย cellulose-containing materials เป็นอาหาร การย่อย cellulose ใช้ flagellate protozoan หรือ bacteria เป็นตัวย่อย บางชนิดเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญในบ้านเรือน เหา ( Order Anoplura) ไม่มีปีก (ภาพที่ 42) ส่วนขาดัดแปลงไปเพื่อเกาะเกี่ยวกับเส้นผม เป็น parasite ของสัตว์หลายชนิด พวกที่เป็น parasite ของคน คือ human pubic louse ( Pthirus pubis) และ head louse (Pediculus mumanus) มวน ( Order Hemiptera) พบอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก เช่น มวนกรรเชียง แมลงดานา มวนเขียว มวนเพชฌฆาต

เพลี้ย ( Order Homoptera) เช่น แมลงหวี่ขาว เพลี้ยอ่อน เพลี้ยกระโดด จักจั่น ครั่ง ด้วง ( Order Coleoptera)เช่น ด้วงดิน ด้วงแรด ด้วงกว่าง

แมลงกินูน แมลงทับ หิ่งห้อย ด้วงเต่าลาย พวกแมลงสองปีก แมลงวัน ยุง (Order Diptera) มีปีกคู่หน้าเพียง 1 คู่ ส่วนปีกคู่หลังลดรูปไป

บางชนิดเป็นกินพืชหรือย่อยสลายเศษซาก บางชนิดกินเลือดจากสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น ยุง บั่ว ริ้นดำ เหลือบ แมลงวัน แมลงหวี่ ผีเสื้อ ( Order Lepidoptera) บางชนิดเป็นศัตรูพืชที่สำคัญ บางชนิดกินพืชผลที่เก็บไว้ในโรงเก็บ แต่มีบางชนิดที่เป็นแมลงสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น หนอนไหม ผึ้ง ต่อ แตน มด ( Order Hymenoptera)
บางพวกเป็นพวกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ คือ ผึ้ง ชันโรง
บางพวกเป็น parasite หรือ predator ที่สำคัญจึงมีการนำมาใช้ในการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี ตัวอย่างเช่น แตนเบียน แตนเบียนฝอย มด ต่อรัง แมลงภู่

3. Class Crustacea : กุ้ง กั้ง ปู (crayfish, shrimp, lobster, crab) มีความแตกต่างของลักษณะเป็นอย่างมาก แต่โดยทั่วไปส่วนหัวและส่วนอกมักเชื่อมติดกันโดยมี carapace หุ้มลำตัวส่วนบนและด้านข้างไว้ ส่วนหัวมี 5 ปล้องและมีรยางค์ 5 คู่ เป็นรยางค์หนวด 2 คู่และรยางค์ที่ส่วนปาก 3 คู่ ( mandible 1 คู่ maxilla 2 คู่) ส่วนอกมี 8 ปล้องและประกอบด้วยรยางค์ 8 คู่ (thoracopod) คือ maxilliped 1-3 คู่ ช่วยในการจับอาหารเข้าปากและรยางค์ส่วนที่เหลือเป็นรยางค์ที่ช่วยในการเดินหรือว่ายน้ำ (pereiopod) ส่วนท้อง (abdomen) จะมีรยางค์ที่เป็นแผ่นบาง (pleopod) ช่วยในการว่ายน้ำ ฟักไข่และแลกเปลี่ยน gas ตอนปลายขอลส่วนท้องมีหาง (telson) ซึ่งมีช่องเปิดของ anus รยางค์ที่พบใน crustacean ส่วนใหญ่มีการแตกแขนงออกเป็น 2 แขนง (biramous) แต่มีรยางค์บางส่วนที่เป็นแบบ uniramous เช่นรยางค์ที่ส่วนอก ปากของพวก crustacean มีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่กิน ระบบทางเดินอาหารเป็นแบบสมบูรณ์ ระบบหมุนเวียนเป็นแบบเปิดและมีระบบการทำงานคล้ายกับในแมลง การขับถ่ายมีความแตกต่างกันหลายแบบ ระบบประสาทมีสมองและปมประสาทใต้หลอดอาหารและเส้นประสาทตามยาว (ventral nerve cord) อวัยวะรับความรู้สึกประกอบด้วย ตา และอวัยวะรับความรู้สึกอื่นๆ crustacean ส่วนใหญ่มีเพศแยกและมีลักษณะบอกความแตกต่างของเพศ (sexual dimorphism) การปฏิสนธิเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกตัว เจริญเติบโตด้วยการลอกคราบ มีความแตกต่างกันในด้านรูปร่างและขนาดเป็นอย่างมาก

3.1 Subclass Branchiopoda ไรน้ำ (Daphnia) ไรสีน้ำตาล (brine shrimp; Artemia) ไรแดง ( Moina)
3.2 Subclass Copepoda : copepod (oar foot)
3.3 Subclass Cirripedia : เพรียง (barnacle)
3.4 Subclass Malacostraca : ตัวอย่างเช่น
Order Decapoda เช่น กุ้ง กั้ง ปู ปูเสฉวน มี thoracic legs อยู่ 5 คู่ โดยที่ maxillipeds ดัดแปลงไปใช้ในการกินอาหาร

Order Euphausiacea เช่น เคย (krill) มีขนาดเล็ก แต่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศ โดยเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่นและนำมาผลิตเป็นอาหารของมนุษย์


10. Phylum Echinodermata

พบอาศัยอยู่ในทะเล เป็นพวกที่มีพัฒนาการของตัวอ่อนแบบ deuterostome มีโครงร่างภายใน (endoskeleton) ในชั้น mesoderm จะมีการเกาะตัวของชิ้นหินปูน เรียกว่า ossicle บางชนิดตามลำตัวมีหนามปกคลุม ส่วนใหญ่มีสมมาตรร่างกายเป็นแบบ pentaradial symmetry มี 5 แขน (radius) แต่บางชนิดมีสมมาตรแบบ radial symmetry หรือมีรูปร่างทรงกลมหรือทรงกระบอก มีระบบท่อน้ำ (water vascular system) และเท้าท่อ ( tube feet) ซึ่งเป็นส่วนของระบบท่อน้ำที่ขยายออกมาทำหน้าที่เป็นทางผ่านของน้ำและช่วยในการแลกเปลี่ยน gas และ nitrogen waste รวมทั้งช่วยในการเคลื่อนที่และเกาะติดกับพื้น การหมุนเวียนอาศัยท่อวงแหวนที่อยู่รอบปากและตรงข้ามปาก ทางเดินอาหารเป็นแบบสมบูรณ์แต่ค่อนข้างสั้น การแลกเปลี่ยน gas อาศัยการแลกเปลี่ยนทางผนังลำตัวและเท้าท่อหรืออาจจะใช้เหงือก ของเสียที่เป็นของแข็งบางส่วนถูกขับออกทางท่อทางเดินอาหาร ระบบประสาทประกอบด้วย nerve cell และ nerve ring แทรกตัวอยู่ในชั้น epidermis และส่งกระแสประสาทไปยังอวัยวะตอบสนองอื่นๆ ส่วนใหญ่มีเพศแยก การปฏิสนธิส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายนอก พวกนี้มีความสามารถในการงอกทดแทน (regeneration)
Classification
1. Class Crinoidea : พลับพลึงทะเล (sea lilies) ดาวขนนก (feather stars)
2. Class Asteroidea : อาศัยอยู่ในทะเลโดยเกาะตามพื้นหรือบนพื้นทราย โคลน ส่วนใหญ่มี 5 แขน ส่วนปากจะอยู่ด้านล่างของ central disk skeleton ด้านบน spine จะกินพวกสิ่งมีชีวิตอื่น เช่น หอย กุ้ง ปู ปะการัง ฯลฯ เป็นอาหาร เช่น ดาวทะเล (sea star)
3. Class Ophiuroidea : ส่วนแขนยาวมากและยื่นออกมาจาก central disc อย่างชัดเจน เช่น ดาวตะกร้า (basket star) ดาวเปราะ (bristle star)
4. Class Echinoidea : ลำตัวเป็นทรงกลมหรือทรงกลมผ่าครึ่ง ส่วนใหญ่กินพวกสาหร่ายหรือสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร เช่น เม่นทะเล (sea urchin) อีแปทะเล (sand dollar)
5. Class Holothuroidea : ลำตัวรูปทรงกระบอก ไม่มีแขน มีสมมาตรซ้ายขวา tube feet มี 5 แถวอยู่ทางด้านล่างใช้สำหรับการเกาะกับพื้นผิว เช่น ปลิงทะเลหรือแตงกวาทะเล (sea cucumber)

11. Phylym Hemichordata

มีรูปร่างคล้ายหนอน มีช่องเหงือก (slit) ที่มี cilia ระบบหมุนเวียนเป็นแบบเปิด ระบบ
ทางเดินอาหารเป็นแบบสมบูรณ์ และมี dorsal nerve อยู่ด้านหลัง บางชนิดมีลักษณะเป็นท่อ ฝังตัวอยู่ตามพื้นโคลนหรือทราย
1. Class Enteropneusta : หนอนลูกโอ๊ค (acorn worm) มีลักษณะคล้ายหนอน ลำตัวมีเมือกหุ้ม มีงวง (proboscis) ที่มีรูปร่างแบบกลมรีหรือแบบ cone ขนาดสั้น ปลอกคอ (collar) มีรูปร่างเป็นวงแหวนหรือทรงกระบอกและมีส่วนของปากอยู่ทางด้านล่างของ proboscis และ collar ส่วนของลำตัว (trunk) ยาว ฝังตัวอยู่ตามพื้นทรายหรือพื้นโคลน
2. Class Pterobranchia : pterobranch มีขนาดเล็กประมาณ 0.1-5 mm บางชนิดอยู่
ร่วมกันเป็น colony ซึ่งมักพบอยู่ร่วมกันภายในท่อ ส่วนของ proboscis มีรูปร่างแบน collar เจริญออกไปคล้ายแขนที่มีการแตกแขนง ลำตัว (trunk) มีรูปร่างเป็นตัว U กินอาหารโดยการพัดโบกของ cilia และ tentacle

12. Phylum Chordata

สัตว์ที่จะถูกจัดให้อยู่ใน phylum Chordata จะต้องมีลักษณะร่วมเฉพาะ คือ
1. การมี notochord เป็น supportive rod ที่อยู่ด้านหลัง (dorsal) ตามความยาวของลำตัวจากหัวไปท้าย ซึ่งอาจจะคงอยู่ไปตลอดชีวิตหรืออาจจะมีเฉพาะในระยะตัวอ่อนและถูกแทนที่ด้วย cartilage หรือ bone เมื่อโตเต็มที่
2. มีช่องเหงือก (pharyngeal slit/ gill slit ) ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต
3. มีเส้นประสาทเป็นแบบแท่ง (tubular nerve cord) อยู่ที่ด้านหลังของลำตัว
4. มีหาง (post-anal tail) อยู่ด้านท้ายของทวารหนัก
นอกจากนี้สัตว์ใน Phylum นี้ยังมีลักษณะอื่นอีกหลายอย่างที่สำคัญ คือ ระบบทางเดิน
อาหารเป็นแบบสมบูรณ์ มีระบบหมุนเวียนเลือดเป็นแบบปิดที่มีหัวใจทำหน้าที่ในการสูบฉีดเลือด เลือดจะไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดตลอดเวลาและนำไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย มีโครงร่างแข็งภายใน (endoskeleton) โดยที่โครงร่างแข็งนี้อาจเป็นกระดูกแข็ง (bone) หรือ กระดูกอ่อน (cartilage) มีพัฒนาการของตัวอ่อนเป็นแบบ deuterostome
สัตว์ใน Phylum นี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 group จากลักษณะของการมีหรือไม่มี
กะโหลกหุ้มสมอง คือ

1. Group Protochordata (Acrania) คือ พวกที่ไม่มีกะโหลกหุ้มสมอง มี 2 subphylum
1.1 Subphylum Urochordata : เพรียงหัวหอม (tunicate, sea squirt) มี
notochord ในระยะที่เป็นตัวอ่อนและจะหายไปเมื่อเป็นตัวเต็มวัย มีช่องเหงือกและเส้นประสาทกลางหลัง ร่างกายมีลักษณะคล้ายถุง ผนังลำตัวมีลักษณะคล้าย gel แต่ค่อนข้างเหนียว (tunic) อาศัยอยู่ในน้ำและเป็นพวกที่ไม่เคลื่อนที่ โดยจะเกาะอยู่กับพื้น อาจอยู่เดี่ยวๆหรืออยู่เป็น colony สัตว์พวกนี้กินอาหารแบบกรองกิน (filter feeding) โดยกินพวก plankton เป็นอาหาร มีระบบทางเดินอาหารที่สมบูรณ์ ระบบหมุนเวียนเป็นแบบเปิด เลือดไม่มีรงควัตถุ หัวใจอยู่ในแอ่งหัวใจ

1.2 Subphylum Cephalochordata : lancelet / amphioxus จะมี notochord
เป็นแท่งทรงกระบอกยาวตลอดลำตัวอยู่ด้านใต้ของ nerve cord ที่ยาวเข้าไปในส่วนหัวและคงอยู่ตลอดชีวิต มีรูปร่างคล้ายปลามีครีบหลัง ครีบหางและครีบท้องแต่ไม่มีครีบข้าง ส่วนหัวไม่สามารถแยกออกจากลำตัวชัดเจน เป็นพวกที่กรองกินอาหาร (filter feeder) มีเพศแยก การปฏิสนธิเกิดขึ้นภายนอก การขับถ่ายอาศัยกลุ่มของ flame cell ไม่มีหัวใจดังนั้นการไหลเวียนของเลือดจะเกิดจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อ การแลกเปลี่ยน gas อาศัยการผ่านเข้าออกของน้ำที่บริเวณช่องเหงือก

2. Group Craniata : คือพวกสัตว์ที่มีกะโหลกหุ้มส่วนของสมองไว้

2.1 Subphylum Vertebrata สัตว์มีกระดูกสันหลัง ส่วนใหญ่ notochord มัก
จะถูกแทนที่บางส่วนหรือทั้งหมดด้วย cartilage หรือ bone มีส่วนของ dorsal nerve cord ขยายออกไปเป็นสมองซึ่งบรรจุอยู่ในส่วนของกะโหลก (cranium / skull) มีการพัฒนาของ sense organ เป็นอย่างดีและมีการรวมของอวัยวะที่สำคัญไว้ที่ส่วนหัว (cephalization) ส่วนใหญ่มีรยางค์ 2 คู่ ซึ่งจะมีการดัดแปลงไปให้เหมาะสมกับหน้าที่และการใช้งาน
2.1.1 Superclass Agnatha คือ สัตว์มีกระดูกสันหลังพวกที่ไม่มีขากรรไกร
(jawless vertebrate) มี 2 class คือ Class Myxini (hagfish) และ Class Cephalaspidomorphi (lamprey)
2.1.2 Superclass Gnathostome คือ สัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีขากรรไกร
(jawed vertebrate) จะมีขากรรไกรซึ่งจะมีส่วนของฟันติดอยู่ อาจจะมี notochord ตลอดชีวิตหรืออาจถูกแทนที่ด้วยกระดูกสันหลัง มีรยางค์เป็นคู่ สัตว์พวกนี้คือพวก vertebrate ที่เหลือทั้งหมด มีทั้งหมด 6 class
1. Class Chondrichthyes : ปลากระดูกอ่อน (cartilaginous fishes) มีโครงร่างเป็นกระดูกอ่อน (cartilaginous skeleton) มีช่องเหงือกที่ไม่มีแผ่นปิดเหงือก เช่น ฉลาม ปลากระเบน
2. Class Osteichthyes : ปลากระดูกแข็ง (bony fishes) ส่วนของ embryonic cartilage จะถูกแทนที่ด้วยกระดูกแข็ง มีรูปร่างหลายรูปแบบ มีครีบเดี่ยวหรือครีบคู่ติดอยู่ด้านข้างลำตัว ส่วนใหญ่มีถุงลมช่วยในการหายใจ และช่วยในการลอยตัว ปลาในกลุ่มนี้สามารถแยกออกเป็น 3 กลุ่ม คือ Lobe-finned fishes หรือปลามีขา ปลามีปอด (lungfishes) และปลามีก้านครีบ (ray-finned fishes)

3. Class Amphibia : สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก (amphibians) เป็นกลุ่มที่เริ่มปรับตัวขึ้นมาอยู่บนบก ผิวหนังมีความชุ่มชื้นและมีต่อม (mucous gland) มาก หายใจด้วยปอด เหงือก หรือทางผิวหนัง จึงมักจะอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือที่ชื้นแฉะ แบ่งออกเป็น กลุ่มงูดิน กลุ่มซาลาเมนเดอร์ และกลุ่ม กบ เขียด(Family Ranidae) คางคก (Family Bufonidae) ปาด (ปาดบ้าน ; family Rhacophoridae) และอึ่ง (อึ่งอ่างบ้าน ; family Microhylidae)
4. Class Reptilia : สัตว์เลื้อยคลาน (reptiles) เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังกลุ่มแรกที่ปรับตัวมาอาศัยอยู่ทั้งบนบกและในน้ำ ผิวหนังแห้ง หนาและหยาบ จะไม่มีช่องเปิดของต่อมต่างๆ เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำโดยเฉพาะพวกที่อาศัยอยู่ในที่แห้งแล้ง ลำตัวมีเกล็ด (epidermal scale) ปกคลุม สัตว์เลื้อยคลานสามารถแยกออกได้เป็น 4 อันดับ คือ Order Squamata ( งู จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งก่า อิกัวนา จิ้งเหลน กิ้งก่า ตะกวดโคโมโด ตุ๊ดตู่ ) Order Testudines ( เต่า ) Order Crocodilia
( จระเข้ alligator ) Order Rhynchocephalia ( ทัวทารา)
5. Class Aves : สัตว์ปีก (birds) มีลักษณะเฉพาะคือ มีขนนกที่เป็น feather ซึ่งเป็นโครงสร้างของชั้น epidermis ปกคลุมอยู่ทั่วร่างกาย ขนนกจะมีน้ำหนักน้อยและมีความเหนียว กระดูกมีน้ำหนักน้อยและมีความแข็งแรง รยางค์คู่แรกเปลี่ยนไปเป็นปีกเพื่อใช้ในการบินและมีขา 1 คู่ ซึ่งจะมีเกล็ดปกคลุม ผิวหนังไม่มีต่อมเหงื่อ

ปากมีจะงอยแข็งหุ้มและมีรูปร่างแตกต่างกันไปเพื่อให้เหมาะสมกับอาหารที่กิน ส่วนของปอดจะมีถุงลมจำนวนมากทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยน gas และมีถุงลม air sac แทรกอยู่ตามอวัยวะต่างๆ และภายในร่างกายช่วยให้สามารถลอยตัวในอากาศได้ดี นกมีความหลากหลายอย่างมากทั้งในด้านรูปร่างและถิ่นที่อยู่อาศัย
6. Class Mammalia : สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม (mammals) ลักษณะเฉพาะของสัตว์ใน class นี้ คือ มีต่อมผลิตน้ำนม (mammary gland) เพื่อผลิตน้ำนมในการเลี้ยงตัวอ่อน และมีขนที่มีลักษณะเป็น hair, fur สัตว์พวกนี้กินอาหารแตกต่างกัน ซึ่งอุปนิสัยในการกินและชนิดของอาหารจะสอดคล้องกับโครงสร้างทางสรีรวิทยา คือ รูปร่างของฟัน มีรยางค์ 2 คู่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นสัตว์เลือดอุ่น มีอุณหภูมิในร่างกายที่สูงกว่าอุณหภูมิภายนอก จึงมีขบวนการในการควบคุมอุณหภูมิในร่างกายโดยอาศัยความร้อนจากขบวนการ metabolism
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 subclass คือ

1. Subclass Prototheria : เป็นกลุ่มของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
2. Subclass Theria: สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่พบเห็นในปัจจุบัน

-----2.1 Infraclass Ornithodelphia

Order Monotremata : เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ออกลูกเป็นไข่ เช่น ตุ่นปากเป็ด
(duck-billed platypus) ตัวกินมดหนาม (spiny ant-eater / echidna)

-----2.2 Infraclass Metatheria สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่มีถุงหน้าท้อง ตัวเมียมีถุง
หน้าท้องเพื่อให้ตัวอ่อนที่เกิดมาและยังไม่พัฒนาเต็มที่สามารถอยู่ในกระเป๋าหน้าท้อง (pouch) ของแม่เพื่อดูดน้ำนมและเจริญจนเต็มที่ก่อนที่จะออกมาจากกระเป๋า Order Marsupialia : เช่น จิงโจ้ koala, opossum, wombat

-----2.3 Infraclass Eutheria (Placentalia) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีสายรก ตัวอ่อน
เจริญอยู่ภายใน uterus ได้รับอาหารจากแม่โดยผ่านทางสายรก ( placenta)
1. Order Insectivora เป็นสัตว์พวกที่กินแมลงเป็นอาหาร ส่วนปลายปากมี
ลักษณะแหลม มักอาศัยอยู่ใต้ดิน เช่น ตุ่น เม่นหนามสั้น shrew
2. Order Chiroptera มีนิ้วมือยาวและมีหนังขึงอยู่ระหว่างนิ้ว ข้อเท้าและปลายหาง
ใช้ในการบิน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมพวกเดียวที่สามารถบินได้ เช่น พวกค้างคาว
3. Order Dermoptera มีความสามารถที่จะโยนตัวข้ามต้นไม้หรือลอยตัวไปใน
อากาศได้ เช่น บ่าง (flying lemurs)
4. Order Rodentia สัตว์ฟันแทะ มีฟันแทะด้านบนและด้านล่างด้านละหนึ่งคู่ เช่น
หนู กระรอก อ้น เม่น บีเวอร์
5. Order Pholidota ลำตัวปกคลุมด้วย horny scale ที่ซ้อนกัน เช่น ลิ่นหรือนิ่ม
เกล็ด
6. Order Lagomorpha สัตว์ฟันแทะที่มีฟันแทะด้านบน 2 คู่ซ้อนกัน ส่วนด้านล่างมี
หนึ่งคู่ กินพืชเป็นอาหารเช่น กระต่าย
7. Order Edentata เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ไม่มีฟัน เช่น ตัวกินมดยักษ์ sloth
ตัวนิ่ม
8. Order Carnivora เป็นสัตว์พวกที่กินเนื้อเป็นอาหาร ฟันเขี้ยวยาว เล็บแข็งแรง
เพื่อใช้ในการจับเหยื่อ รับสัมผัสเรื่องกลิ่นได้เป็นอย่างดี เช่น สุนัข แมว สิงโต เสือ หมี นาก แมวน้ำ สิงโตทะเล raccoon skunk walrus
9. Order Cetacea เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีลักษณะคล้ายปลา อาศัยอยู่ในน้ำ
มีเต้านมที่ใช้สำหรับเลี้ยงตัวอ่อน รยางค์คู่หน้าดัดแปลงไปให้สามารถใช้ในการว่ายน้ำ มีช่อง
สำหรับหายใจอยู่ด้านบนของส่วนหัว เช่น วาฬ โลมา
10. Order Proboscidea ฟันด้านบนที่อยู่สองข้างของขากรรไกรยื่นออกมาอยู่นอก
ริมฝีปากทำให้เกิดเป็นงา ส่วนของจมูกจะยื่นยาวออกมาเป็นงวงและมีรูอยู่ที่ปลายจมูก เช่น ช้าง
11. Order Sirenia เป็นสัตว์กินพืชที่อาศัยอยู่ในน้ำ มีขนาดใหญ่ ไม่มีขน แต่มีผิว
หนังหนา รยางค์คู่แรกดัดแปลงไปใช้ในการว่ายน้ำ เช่น พะยูนหรือวัวทะเล (dugong) manatee
12. Order Artiodactyla เป็นสัตว์ที่มีกีบเท้าเป็นกีบคู่ กินอาหารแบบ grazing หรือ
browsing เช่น หมู วัว ควาย กวาง อูฐ ยีราฟ ฮิปโปโปเตมัส แกะ แพะ
13. Order Perissodactyla เป็นสัตว์ที่มีกีบเท้าเป็นกีบเดี่ยว เช่น ม้า ลา ม้าลาย
สมเสร็จ แรด
14. Order Primate มีพัฒนาการของสมองดีกว่าสัตว์อื่น ที่รยางค์มีนิ้ว 5 นิ้วและ
สามารถงอนิ้วมือเข้าหาฝ่ามือได้ นิ้วหัวแม่มือใหญ่กว่านิ้วอื่นๆ ส่วนใหญ่รยางค์คู่หน้าไว้ใช้ในการจับสิ่งของ ส่วนรยางค์คู่หลังไว้ใช้ในการเดิน ลำตัวเกือบตั้งตรงหรือตั้งตรง บางชนิดสามารถเดินได้ด้วยสองเท้า ส่วนใหญ่ตามร่างกายมีขน (hair) ปกคลุม เช่น ลิง ลิงลม ชะนี อุรังอุตัง กอริลลา ชิมแพนซี คน


------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


 

พัฒนาโดย นางสาวชุลีพร วงศ์กา เสนอ อาจารย์ภาสภร เรืองรอง รายวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา 355201
สงวนลิขสิทธิ์ โดยคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2547

[กลับสู่หน้าหลัก]