สภาพการเมืองการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา

     การเมืองสมัยอยุธยา การเมืองในสมัยอยุธยามักเป็นเรื่องราวของ การแย่งชิงราชบัลลังก์ในกลุ่มบุคคลชั้นสูง คือเจ้านายหรือขุนนาง เป็นเหตุให้มีการกบฎเกิดขึ้นหลายครั้ง มีการเปลี่ยนราชวงศ์ถึง 5 ราชวงศ์ด้วยกัน

สมัยอยุธยาตอนต้น เป็นการช่วงชิงความเป็นใหญ่ระหว่างราชวงศ์อู่ทองและราชวงศ์สุพรรณภูมิ ซึ่งเป็นเครือญาติกันเอง ยังผลให้มีการปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์เป็นครั้งแรกคือ พระเจ้าทองลัน และต่อมาสมเด็จพระรามราชาก็ถูกถอดจากราชสมบัติ ราชวงศ์อู่ทองจึงสิ้นสุดอำนาจลงใน พ.ศ.1952 ในระยะหลังของราชวงศ์สุพรรณภูมิ ได้มีการปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ที่ขึ้นครองราชย ์เมื่อยังทรงพระเยาว์คือพระรัษฎาธิราช พระยอดฟ้าหรือพระแก้วฟ้า ส่วน ขุนวรวงศาธิราชซึ่งสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ ก็ถูกขุนนางร่วมกันกำจัดหลังจากครองราชย์ได้เพียง 42 วัน ราชวงศ์สุพรรณภูมิสิ้นสุดลงพร้อมกับการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก

สมัยอยุธยาตอนกลาง สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงสถาปนาราชวงศ์สุโขทัยขึ้นใน พ.ศ.2112 ปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับการแย่งชิงราชสมบัติในหมู่เจ้านายชั้นสูงยังคงเกิดขึ้นอีก เมื่อพระศรีเสาวภาคย์ถูกปลงพระชนม์โดย พระเจ้าทรงธรรมราชวงศ์สุโขทัยมาสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ สมุหพระกลาโหม ขุนนางผู้ใหญ่เข้ายึดอำนาจและตั้งตัวเป็นกษัตริย์ สถาปนาราชวงศ์ปราสาททองขึ้นเมื่อ พ.ศ.2172 การผลัดเปลี่ยนแผ่นดินในสมัยราชวงศ์ปราสาททอง ซึ่งมีกษัตริย์เพียง 4 พระองค์ ก็มีปัญหายุ่งยากอีกเช่นกัน ก่อนที่สมเด็จพระนารายณ์จะขึ้นครองราชย์ได้มีการปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ถึง 2 พระองค์

สมัยอยุธยาตอนปลาย ราชวงศ์ปราสาททองสิ้นสุดลงเมื่อพระเพทราชา ขุนนางผู้ใหญ่คุมกำลังเข้ายึดอำนาจสถาปนาราชวงศ์ใหม่ คือราชวงศ์บ้านพลูหลวง เมื่อ พ.ศ.2231 ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายแห่งอาณาจักรอยุธยา ถึงแม้ว่าพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาจะทรงมีพระราชอำนาจสูงส่ง แต่มีข้อจำกัดอยู่หลายประการที่ทำให้การสืบราชสมบัติมิได้เป็นไปอย่างปกติ กล่าวคือ ถ้าพระมหากษัตริย์องค์ใดยังทรงพระเยาว์ไม่ทรงพระปรีชาสามารถหรือขาดกำลัง ผู้คนสนับสนุน ก็มักถูกเจ้านายหรือขุนนางเข้าช่วงชิงราชบัลลังก์ได้โดยง่าย จึงเกิดกบฎแย่งชิงตำแหน่งพระมหากษัตริย์บ่อยครั้ง และเป็นสาเหตุสำคัญข้อหนึ่งแห่งความเสื่อมอำนาจของอาณาจักรอยุธยา

 

     การปกครองในสมัยอยุธยาเปลี่ยนรูปจากการปกครอง แบบพ่อปกครองลูกในสมัยสุโขทัย มาเป็นแบบ เจ้ากับข้า หรือ นายกับบ่าว ทั้งนี้เพราะอยุธยารับประเพณีการปกครองแบบขอม ซึ่งขอมได้รับคติการปกครองมาจากอินเดียอีกทอดหนึ่ง โดยถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นแบบ สมมติเทพ หรือ เทวราชา ตามคติของศาสนาพราหมณ์

     นอกจากนี้ไทยยังรับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์มาจากมอญ ซึ่งมอญดัดแปลงมาจากคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ของอินเดียอีกทอดหนึ่ง ในคัมภีร์นี้ยกย่องพระมหากษัตริย์เป็นเทวราชาเช่นเดียวกัน ประชาชนจึงต้องถวายความเคารพต่อพระองค์ในฐานะนายกับบ่าว

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาจะทรงมีพระราชอำนาจเด็ดขาด ทรงเป็น เจ้าชีวิต และ เจ้าแผ่นดิน แต่พระองค์ก็ทรงยึดมั่นในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ เช่นเดียวกับสมัยสุโขทัยทรงเป็นพุทธมามกะ ทรงปกครองบ้านเมืองแบบธรรมราชา

     หลักธรรมที่พระมหากษัตริย์ทรงยึดปฏิบัติ คือทศพิธราชธรรม มี 10 ประการ ได้แก่

1. ทานํ - ให้ทรัพย์สิ่งของแก่ผู้ที่ควรได้รับ

2. สีลํ - รักษากาย วาจา ใจ ให้ปราศจากโทษ

3. ปริจฺจาคํ - การเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม

4. อาชฺชวํ - ความเป็นผู้อัธยาศัย ประกอบด้วยความซื่อตรงตั้งมั่นอยู่ใน ความสุจริต

5. มทฺทวํ - มีอัธยาศัยอ่อนโยน ไม่ดื้อดึง ดูถูกผู้อื่น

6. ตปํ - พยายามกำจัดความเกียจคร้าน มุ่งทำกิจอันเป็นหน้าที่ให้ ครบครัน

7. อกฺโกธํ - ไม่แสดงความโกรธให้ปรากฎ ไม่พยาบาทมุ่งร้ายผู้อื่น

8. อวิหิสญฺจํ - ไม่เบียดเบียนประชาชนให้ได้รับความทุกข์ยาก

9. ขนฺติญฺจ - อดทนต่อความโลภ โกรธ หลง และความยากลำบาก

10. วิโรธนํ - ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม