Webเพื่อการเรียนรู้
เรื่อง การจัดการความรู้ Knowledge Management

บทที่ 1 บทที่ 2 บทที่ 3 บทที่ 4 บทที่ 5 บทที่ 6 บทที่ 7

แบบทดสอบ ข้อมูลอ้างอิง เกี่ยวกับผู้แต่ง

บทที่ 4
การจัดการความรู้กับการบริหารองค์การยุคใหม

โลกและสังคมอยู่ในท่ามกลางกระแสการแข่งขันอย่างรุนแรงองค์การยุคให้จึงต้องมีการปรับตัวด้านบริหารจัดการทุกรูปแบบเพื่อความอยู่รอดและยืนหยัดได้ในธุรกิจโลก องค์การต้องทุ่มเททรัพยากรทุกประเภทเพื่อการแข่งขันและทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดนอกเหนือจากเงินทุน คือ ความรู้ และทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งบางองค์การ
ได้ให้ความสำคัญในฐานะที่เป็นกลยุทธ์หลักประการหนึ่ง แนวคิดทางการบริหารที่เกี่ยวข้องกับ ความรู้และมนุษย์ ที่ได้รับความนิยมมากคือ การจัดการความรู้
( Knowledge Management ) การจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้ในองค์การที่มีการเรียนรู้เป็นฐานสำคัญ ทั้งนี้โดยมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง 3 ประการ ดังนี้

•  เป็นแนวคิดของการบริหารจัดการความรู้ซึ่งควบคู่กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
•  มีกระบวนการที่สำคัญคือ การเรียนรู้เกี่ยวกับองค์การ ( Organizational Learning-OL ) และมีกระบวนการจัดการความรู้ ( Knowledge Management Process )
•  ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่อกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการจัดการความรู้

องค์การแห่งการเรียนรู้ ( Learning Organization-LO )

เป็นองค์การที่มีความรู้เป็นฐานและมีการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อขยายขีดความสามารถที่ไม่แค่เพียงการเรียนรู้เท่านั้นเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาท
สำคัญต่อการเรียนรู้ขององค์การ โดยมีฝ่ายบริหารเป็นผู้ให้การสนับสนุน
องค์การแห่งการเรียนรู้ หมายถึง องค์การที่ประกอกบด้วยคนที่มีความมุ่งมั่นที่จะขายขีดความสามารถของผ่านกระบวนการการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นทีมอย่างต่อเนื่อง และเป็นองค์การที่มีบรรยากาศ
เอื้อต่อการเรียนรู้และพัฒนาความรู้ความสามารถ รวมทั้งมีการสร้าง การสรหา การถ่ายโอนความรู้ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็นผลมาจากความรู้ใหม่ๆ มีการ ใช้การกระจายอำนาจ ให้กับสมาชิกในองค์การเพื่อกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือและการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม

1.  ลักษณะขององค์การแห่งการเรียนรู้

องค์การที่มีการเรียนรู้จะมีกระบวนการลักษณะที่เคลื่อนไหว ยืดหยุ่น เป็นพลวัตที่ไม่หยุดนิ่งหรือพึงพอใจกับความสำเร็จที่มีอยู่ สมาชิกขององค์การต้อมีการขวนขวาย หาความรู้เพื่อมาแบ่งปันและเผยแพร่แก่กัน เพื่อพัฒนางานในหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

2.  ปัจจัยและองค์ประกอบที่ส่งผลให้เกิดองค์การแห่งการเรียนรู้ มี 7 ประการดังนี้
•  แหล่งความรู้ องค์การได้มีการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ จากภายในหรือจากจากการค้นหาความรู้จากแหล่งภายนอกมากน้อยเพียงใด
•  การเน้นผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการ บริษัทเลือกจะรวบรวมความรู้เกี่ยวกับผลลัพธ์ของผลิตภัณฑ์และบริการ หรือเลือกเน้นไปที่กระบวนการขั้นตอนการผลิตเหล่านั้น
•  การจัดทำเป็นเอกสาร
•  การเผยแพร่ความรู้
•  การให้ความสำคัญกับการเรียนรู้
•  การเน้นคุณค่าหรือเอาใจตลาด
•  การมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะ องค์การได้พัฒนาทักษะทั้งแบบกลุ่มและแบบบุคคลหรือไม่

3.  ลักษณะของคนในองค์การแห่งการเรียนรู้

 


Senge ถือว่าบุคคลเป็นองค์ประกอบสำคัญขององค์การแห่งการเรียนรู้ ทั้งบุคคลที่เป็นเอกบุคคลและที่เป็นทีม ทั้งในระดับผู้นำและสมาชิกทั่วไปขององค์การ Senge จะให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตการทำงานของบุคคล ซึ่งบุคคลจำเป็นต้องมี วินัย ( Discipline ) ที่จะสามารถพัฒนาทักษะหรือความ สามารถของตนเองได้ วินัยทั้ง 5 ประการของ Senge มีรายละเอียดดังนี้

1. ใฝ่แรงใฝ่รู้คู่ศักยภาพ ( Personal Mastery )คนที่มีระดับใฝ่แรงใฝ่รู้หรือมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษจะสามารถขายความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน
ที่ต้องการได้อย่างต่อเนื่อง

2.  รับรู้ภาพลักษณ์โลกรอบตัวอย่างถูกต้อง ( Mental Models )การจะทำให้คนมีการรับรู้ภาพลักษณ์โลกรอบตัวอย่างถูกต้องได้นั้น จะต้องมีองค์ประกอบ
พื้นฐานที่สำคัญ 2 ประการดังนี้

•  ใช้การวางแผนเป็นกระบวนการเรียนรู้
•  ต้องฝึกฝนทักษะในการใคร่ครวญและตั้งคำถาม

3.  การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน ( Building Shared Vision )การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันมีองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญ 4 ประการดังนี้

•  กระตุ้นให้แต่ละคนมีวิสัยทัศน์โดยการสร้างบรรยากาศและกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์
•  พัฒนาวิสันทัศน์ส่วนบุคคลให้เป็นวิสัยทัศน์ร่วมกันขององค์การ
•  สร้างทัศนคติต่อวิสัยทัศน์ในระดับความผูกพันให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่สนับสนุนโดยไม่ต้องมีการควบคุม
•  การสนับสนุนวิสัยทัศน์เชิงบวก

4.  การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม ( Team Learning )

เป็นการเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกโดยอาศัยความรู้และความคิดของสมาชิกในกลุ่มมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อพัฒนาความรู้และความสามารถของทีมให้เกิดขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก่อต่อเมื่อมีการรวมพลังกันของสมาชิกในทีมให้ได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่างๆ ร่วมกัน

5.  คิดเป็นระบบครบวงจร ( Systems Thinking )

การที่บุคคลจะมองโลกแบบองค์รวมหรือคิดเป็นระบบครบวงจรได้นั้น บุคคลจะต้องมีการปรับเปลี่ยนจิตใจหลายด้านดังนี้

- เปลี่ยนแปลงจากการมองโลกแบบแยกส่วนมาเป็นการมองแบบภาพรวม

- เปลี่ยนจากการมองมนุษย์ว่าเป็นคนไร้ประโยชน์มาเป็นการมองว่ามนุษย์เป็นผู้มีความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงความจริง

-. เปลี่ยนจากการตั้งรับในปัจจุบันไปเป็นการสร้างสรรค์ในอนาคต

 

พัฒนาโดย นางสาว ประทุมรัตน์ จงคูณกลาง และนางสาวศิรินาฏ โอสาร นำเสนอ อาจารย์ภาสกร เรืองรอง
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2548 โดยคณะศึกษาศาสตร ์มหาวิทยาลัยนเรศวร

กลับหน้าหลัก