ความรู้ทั่วไป3 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับดนตรีไทย,หลวงวิจิตรวาทการ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับดนตรีไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลดุลลยเดชมหาราชทรงพระปรีชาสามารถในด้านดนตรีสากล
ทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยสากล และเพลงสากลไว้ถึง 48 เพลง
ทางด้านดนตรีไทยนั้นพระองค์ท่านทรงสนพระราชหฤทัยทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติเช่นกัน เคยทรงปี่ และทรงระนาดเอก
ครูเทียบ คงลายทอง ดุริยางคศิลปินของกรมศิลปากร ได้ทูลเกล้าฯถวาย ปี่ใน ที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง ณ.พระราชวังไกลกังวลหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2517
ทางด้านทฤษฏีเกี่ยวกับดนตรีไทยนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยมาก เวลาที่
นายมนตรี ตราโมท แต่งแพลงใหม่ๆขึ้นมา ก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายให้ทรงตรวจ เรื่องนี้นายมนตรีกล่าวว่า
" เวลาที่มีเพลงแต่งใหม่ ท่านก็รับสั่งถามว่าเป็นเพลงจังหวะอะไร อย่างเพลงที่ฉันแต่ง พอเสร็จแล้วก็ทูลเกล้าฯถวายให้ท่าน ตรวจ ท่านไม่รับสั่งว่าอะไร เพียงแต่หากทรงสงสัยตรงนั้นตรงนี้ก็รับสั่งถาม อย่างเช่นขึ้นต้นเพลงนี้เที่ยวหลังมากกว่าเที่ยวแรก คือเวลาขึ้นต้นทำนองข้างหน้าขาดอยู่ แม้แต่เพลงของพระองค์
ท่านเอง ก็เป็นลักษณะอย่างนี้ เพราะเสียงเพลงตอนท้ายของท่านยาว
ความจริงทำนองตอนท้ายนี้อยู่ในตอนขึ้นต้น เพราะอย่างนั้นเวลาขึ้นต้น ก็ต้องเพิ่มทำนองตรงนี้ให้เต็มจังหวะ ท่านก็เคยรับสั่งถามว่า ทำไมต้องเพิ่มข้างต้นอีก เรื่องแบบนี้พอกราบบังคมทูล พระองค์ท่านก็ทรงเข้าพระทัย"
เรื่องระดับเสียงของดนตรีไทย ประเภทต่างๆ ทรงมีพระราชประสงค์จะให้ปรับเสียงเครื่องปี่พาทย์และวงดนตรีไทยทั่วประเทศ
ให้มีระดับเสียงเท่ากันทุกวงโดยเฉพาะมาตราเสียงของดนตรีไทย "รับสั่งมอบหมายให้คณะวิศวกรรมศาสตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วัดความสั่นสะเทีอนของเสียงเครื่องดนตรีไทย แต่ละอย่างไว้ แต่เป็นการเริ่มต้นเท่านั่น"
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กรมศิลปากรจัดพิมพ์หนังสือโน๊ตเพลงไทยเล่ม 1 เมื่อ พ.ศ.2504 โดยที่พระองค์
พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้เป็นทุนจัดพิมพ์ในครั้งนี้ด้วย
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ศิลปินโขน ละคร ของกรมศิลปากร รำเพลงหน้าพาทย์ แล้วให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังบันทึก ท่ารำเพลงหน้าพาทย์ด้วยการถ่ายภาพยนต์เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพลงหน้าพาทย์ต่างๆมีทั้งเพลงหน้าพาทย์ธรรมดา จนถึงเพลงหน้า พาทย์ชั้นสูงสุด คือเพลงองค์พระพิราพ ซึ่งศิลปินโขนสมัยรัชกาลที่6 คือนายรงภักดี (เจียร จารุจารณ)ร่ายรำเพลงหน้าพาทย์องค์
พระพิราพ ให้ช่างภาพยนต์ส่วนพระองค์บันทึกภาพยนต์ ณ.บริเวณโรงละคร พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2504
ต่อมาในปีพ.ศ. 2506 ทรงมีพระบรมราชโองการให้ประกอบพิธีครอบและต่อหน้าพาทย์ เพลงองค์พระพิราพ
ซึ่งเป็น เพลงหน้าพาทย์สูงสุดในวิชาดนตรี และนาฏศิลป์ไทย ณ.บริเวณโรงละคร พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2506 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ นายรงภักดี(เจียร จารุจารณ)
เป็นผู้รำเพลงหน้าพาทย์องค์พระ พิราพต่อท่ารำให้นาฏศิลปินโขนของกรมศิลปกกร 4 คนคือ
นายอาคม สายาคม นายอร่าม อินทรนัฎ นายหยัด ช้างทอง นายยอแสง ภักดีเทวา
ต่อมา นายอาคม นายอร่าม นายยอแสง ได้ถึงแก่กรรมลง คงเหลือแต่ นายหยัด ช้างทอง ซึ่งชราภาพไม่สามารถร่ายรำได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กรมศิลปากร ทำการคัดเลือกศิลปินที่มีความสามารถฝ่ายพระ 5 คนคือ นายธีรยุทธ ยวงศรี นายธงไชย โพธยารมย์ นายทองสุข ทองหลิม นายอุดม อังศุธร และนายสมบัติ แก้วสุจริต และศิลปินโขนฝ่ายยักษ์ 7 คนคือ
นายราฆพ โพธิเวส นายไชยยศ คุ้มมณี นายจตุพร รัตนวราหะ นายจุมพล โชติทัตต์ นายสุดจิตต์ พันธ์สังข์ นายสมศักดิ์ ทัตติ และนายศิริพันธ์ อัฏฏะวัชระ รวมทั้งสิ้น 12 คน เข้ารับพระราชทานครอบประธานพิธีใหว้ครูโขนละคร และการต่อกระบวน
รำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ณ.ศาลาดุสิตดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2527
นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ ต่อวงการดนตรีไทย และนาฏศิลปไทยทุกหมู่เหล่า

หลวงวิจิตรวาทการ

หลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากรคนแรก เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนนาฎดุริยาคศาสตร ซึ่งชื่อนี้ได้เปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ เป็นโรงเรียนศิลปากรบ้าง โรงเรียนนาฎศิลป์บ้าง ปัจจุบันชื่อวิทยาลัยนาฎศิลป์ มีระดับสูงต่อถึงระดับปริญญา ท่านได้สร้างแบบสถาบันให้คนทุกระดับมีโอกาสศึกษาเท่าเทียมกัน และเป็นการ
ปฏิวัติอาชีพ "เต้นกินรำกิน" ซึ่งถูกดูหมิ่นดูแคลนว่าเป็นอาชีพชั้นต่ำ ได้ถูกยกย่องเชิดชูให้สูงขึ้น
เวลานี้ งาน"เต้นกินรำกิน" เป็นอาชีพที่ได้รับความนิยมจากประชาชนซึ่งเห็นว่า เป็นผู้นำความสุขความสบายใจมาสู่ประชาชน สมดังพระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 6 ว่า

ศิลปกรรมนำใจให้สร่างโศก
ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกให้เหือดหาย
จำเริญตาพาใจให้สบาย
อีกร่างกายก็จะพลอยสุขสำราญ
แม้ผู้ใดไม่นิยมชมสิ่งงาม
เมื่อถึงเศร้าอุราน่าสงสาร
เพราะขาดเครื่องระงับดับรำคาญ
โอสถจะสมานซึ่งดวงใจ
(พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 6)