Get Adobe Flash player

เมืองฟ้าแดดสงยาง


                   

          เมืองฟ้าแดดสงยาง เป็นเมืองในยุคโบราณ สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ ประมาณ ๑,๔๐๐ ปีล่วงมาแล้ว มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น คนพื้นเมืองเรียก ฟ้าแดดสูงยาง ในบทวรรณกรรมท้องถิ่นเรียก ฟ้าแดดสงยาง เรียกตามชื่อบ้านเรียก บ้านเสมา ตามประวัติศาสตร์สมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต เรียก โนนผึ่งแดดหรือโพนผึ่งแดด เป็นต้น

        เมืองฟ้าแดดสงยาง มีพื้นที่ประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ ไร่ แผนผังเมืองเป็น วงรีมี มีคันดินล้อมรอบเป็นคูเมืองสองชั้นวัดโดยรอบมีความยาวประมาณ ๕ กิโลเมตร ขนาดผังเมืองยาว ๒,๐๐๐ เมตร กว้างประมาณ ๑,๓๕๐ เมตร ส่วนประตูเมืองไม่ทราบแน่ชัดแต่สันนิษฐานว่าอยู่ตรงคูเมืองทั้ง ๔ ทิศ ภายในบริเวณเมืองเก่ามีร่องรอยโบราณสถานอยู่หลายแห่ง 

        ร่องรอยของศาสนสถาน ๑๔ แห่ง ลักษณะของแผนผังศาสนสถานที่สร้างขึ้นตามคติในพุทธศาสนา เป็นศิลปกรรมแบบทวารวดี พระธาตุยาคู ใบเสมาหินทรายสีแดง ที่มีทั้งเป็นแท่งหินกลม เหลี่ยมและแผ่นศิลา ทั้งแบบแผ่นหินทรายเกลี้ยง แผ่นหินทรายสลักลวดลาย และมีจารึกตัวอักษรโบราณ ที่พบส่วนใหญ่ไม่มีลวดลาย

          ส่วนแผ่นที่มีลวดลายมักเป็นเสมารูปกลีบบัว จำหลักเป็นลายสถูปแบบทวารวดี ภาพสำคัญคือภาพจำหลักเรื่องราวพุทธประวัติ และมหานิบาติชาดกที่งดงามมาก ทำให้ทราบถึงคติความเชื่อความนิยม รวมถึงการแต่งกายและสถาปัตยกรรมเครื่องไม้ในสมัยนั้น เมืองฟ้าแดดสงยางจึงนับเป็นแหล่งเสมาหินใหญ่และสำคัญที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย ซึ่งใบเสมาในจำนวนนี้กว่า ๑๓๐ แผ่น ที่กรมศิลปากรขึ้น 

        ทะเบียนไว้ ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ยังพบพระพิมพ์ดินเผา เป็นงานอิทธิพลสกุลช่างฝีมือคุปตะ รุ่นหลัง อายุราว ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ปี ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องปั้นดินเผา กล้องยาสูบดินเผาลวดลายอมราวดีก้านขดเป็นรูปตัวมังกร อายุ ๗,๐๐๐ ปี 

       และที่น่าสนใจคือ กล้องยาสูบชนิดเดียวกันแต่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ อายุ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ปี เป็นเครื่องยืนยันว่ายุคโลหะของสุวรรณภูมิได้เริ่มขึ้นในบริเวณนี้ก่อนทุกๆ ที่ในโลก นอกจากนี้ยังพบโครงกระดูกมนุษย์ปะปนอยู่ในหลุมขุดภายในบริเวณเมืองโบราณนี้ด้วย

       เส้นทางเข้าสู่เมืองฟ้าแดงสงยาง จากตัวจังหวัดไปตามเส้นทางหลวงสาย ๒๑๔ (กาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด) ระยะทางประมาณ ๑๙ กิโลเมตร 

อาณาจักรโบราณ ของอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เมืองฟ้าแดดสงยาง เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมาแต่อดีต ปัจจุบันเหลือร่องรอยการตั้งถิ่นฐานซึ่งแสดงถึงความยิ่งใหญ่ เป็นแหล่งอารยะธรรมตลอดจนศิลปะด้านต่างๆ ที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อน " 

             เมืองฟ้าแดดสงยาง เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรือง มีความอุดมสมบูรณ์ผู้ปกครองเมืองคือพญาฟ้าแดด มีพระมเหสีชื่อ พระนางจันทาเทวี (เขียวค่อม) มีพระธิดาชื่อ พระนางฟ้าหยาด เป็นผู้ที่มีพระสิริโฉมงดงามมาก เป็นที่หวงแหนของพระราชบิดา-มารดา พญาฟ้าแดดให้ช่างสร้างปราสาทเสาเดียวไว้กลางน้ำ โดยใช้ศิลาแลงในการก่อสร้างบริเวณนี้ปัจจุบันเรียกว่า "โนนฟ้าแดด" นอกนั้นยงมีการขุดสระไว้รอบเมือง มีคูค่ายและเชิงเนิน มีหอรบอย่างแข็งขัน สระที่ขุดไว้ในปัจจุบันเป็นหนองน้ำสาธารณะ เมืองลูกหลวงของเมืองฟ้าแดดคือ เมืองสงยาง มอบให้อนุชาชื่อ พญาอิสูรย์ (เจ้าฟ้าระงึม) เป็นผู้ครองเมือง เมืองทั้งสองหางกันประมาณ กิโลเมตร เลยรวมเรียกว่า "เมืองฟ้าแดดสงยาง"

          เมืองเชียงโสม เป็นเมืองหนึ่งที่มีความใกล้ชิดกับเมืองฟ้าแดด มีพญาจันทราชเป็นผู้ปกครองจัดให้มีเทศกาลเล่นหมากรุก และตีหิงคลี ใครแพ้-ชนะ ก็จะส่งส่วยกินเมืองตามประเพณี ครั้งหนึ่งพญาจันทราชได้ออกล่าสัตว์ และต่อไก่ มุ่งหน้าลงทางใต้ จึงถึงหนองเลิง ได้หลงทางเข้าไปในอุทยานของนางฟ้าหยาด เมื่อพญาจันทราชพบหน้านางฟ้าหยาดก็ชอบพอ

          ต่อมาพญาจันทราชเดินทางกลับเมืองเชียงโสมได้มอบให้ขุนเล็ง ขุนดาน นำเครื่องบรรณาการมาสู่ขอนางฟ้าหยาด แต่ไม่สำเร็จ พญาจันทราช จึงได้เคลื่อนขบวนทัพมาตีเมืองฟ้าแดดสงยาง โดยขอความช่วยเหลือไปยังเมืองเชียงสง เชียงสา เชียงเครือ ท่างาม น้ำดอกไม้ สาบุตรกุดอก ให้ส่งกองทัพมาช่วยฝ่ายพญาฟ้าแดด เมื่อทราบข่าวก็ขอความช่วยเหลือไปยังผู้ปกครองเมืองสงยางผู้เป็นอนุชาให้มาช่วยรบ เมื่อเกิดสงครามมีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก พญาจันทราชสิ้นพระชนม์บนคอช้าง แม่ทัพนายกองเห็นดังนั้นก็ยอมแพ้นางฟ้าหยาดเมื่อทราบข่าวก็มีความเสร้าโศกจนสิ้นชีวิตบนปราสาทกลางน้ำ

            ต่อมาพญาฟ้าแดดก็ให้ นำศพนางฟ้าหยาด และศพพญาจันทราช บรรจุลงในหีบทองคำ ตกแต่งอย่างสมพระเกียรติ และให้สร้างเจดีย์คู่เป็นอนุสรณ์ไว้ (ปัจจุบันอยู่ทางทิศตะวันตกของโนนเมืองฟ้าแดดสงยาง) ก่อนที่จะบรรจุอัฐิของนางฟ้าหยาดกับพญาจันทราช ได้รับสั่งให้ช่างหลอพระพุทธรูปและเทวรูปทองคำ จำนวน 84,000 องค์ ประกาศให้ชาวเมืองฟ้าแดดสงยางหล่อหรือสร้างพระพุทธรูปทุกครัวเรือน โดยให้หล่อหรือสร้างด้วยทองคำ อิฐ หิน หรือดินเผาแล้วแต่ศรัทธา แล้วบรรจุไว้ในเจดีย์คู่ เพื่อเป็นการบูชาและล้างบาปที่กระทำไว้ จากนั้นได้มอบให้พญาธรรมไปครองเมืองเชียงโสม ส่งสวยแก่เมืองฟ้าแดดเป็นประจำทุกปี 

             จากตำนานที่เป็นเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน อาจจะมีความคลาดเคลื่อนแต่ก็คงแฝงไว้ด้วยความจริงไว้บ้าง  เป็นตำนานที่ปู่ย่าตายายเล่าขานกันมานานแสนนาน

               เมืองฟ้าแดดสงยาง ซึ่งเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่อีกเมืองนึง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอกมลาไสย ทางตอนใต้ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับจังหวัดมหาสารคามและร้อยเอ็ด จากภาพถ่ายทางอากาศ
แสดงให้เห็นลักษณะผังเมืองของเมืองฟ้าแดดสงยาง ที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมนขอบด้านบนมีลักษณะคล้ายหน้าจั่วจึงทำให้ผังเมืองตามแนวคูเมืองและคันดินมีรูปร่างคล้าย "ใบเสมา" ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะในเขตเมืองดังกล่าว มีหลักฐานประเภทเสมาหิน กระจายอยู่เป็นจำนวนมาก
และกล่าวได้ว่า เป็นแหล่งเสมาหินที่หนาแน่นที่สุด แห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ศิลปะ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า เมืองฟ้าแดดสงยาง แห่งนี้ มีอายุตรงกับช่วงวัมนธรรม/สมัย ทวารวดี ซึ่งตรงกับช่วงเวลากว้างๆระหว่าง พุทธศตวรรษที่ 14-16

   แหล่งที่มา : http://www.pongrang.com/web/readarticle.php?article_id=24