น้ำส้มควันไม้


เป็นผลพลอยได้จากการเผาถ่านไม้ภายใต้สภาพอับอากาศ (Airless Condition) เมื่อผ่านแก๊สที่เกิดจากการเผาไหม้ไม้สดให้สัมผัสอากาศเย็น จะทำให้ไอกลั่นตัวลงจนเป็นของเหลว

น้ำส้มไม้เป็นสารปรับปรุงดิน และสารเร่งการเจริญเติบโตของพืช (Plant growth accelerating substances) สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และควบคุมโรคพืชสาเหตุจากไส้เดือนฝอย (Nematode) เชื้อรา นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติเป็นฮอร์โมนพืช

น้ำส้มไม้มีสารประกอบทางเคมีมากกว่า 200 ชนิด ที่สำคัญ คือ กรดอะซิติก (acetic acid), ฟอฺร์มาลดิไฮด์ (formaldehyde), เอธิล เอ็น วาเลอเรต (ethyl-n-valerate), เมทธานอล (methanol), น้ำมันทาร์ (tar) ฯลฯ

สารประกอบที่สำคัญในน้ำส้มควันไม้ Woogar
1.กรดอะซิตริก
เป็นสารกลุ่มออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส
2.สารประกอบฟีนอล
เป็นสารในกลุ่มควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
3.ฟอร์มอลดีไฮด์
เป็นสารในกลุ่มออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค และแมลงศัตรูพืช
4.เอธิล เอ็น วาเลอเรด
เป็นสารในกลุ่มเร่งการเจริญเติบโตของพืช
5.เมทธานอล
เป็นสารในกลุ่มออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เชื้อรา เชื้อแบคมีเรีย และเชื้อไวรัส
6.น้ำมันทาร์
เป็นสารจับใบช่วยลดการใช้สารเคมี
คุณสมบัติ
• ช่วยป้องกันและกำจัดศัตรูพืช
•เร่งการเจริญเติบโตของรากพืช
•ช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพดินให้ร่วนซุย
•ช่วยให้พืชออกดอกและติดผลง่ายขึ้น
•ช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์แข็งแรงต้านทานโรค


วิธีใช้น้ำส้มควันไม้

ใช้ฉีดพ่นใบพืช ใช้ 2-3 ครั้ง หรือทุก 15 – 20 วัน ในช่วงฤดูการเพาะปลูกและเติบโตจนถึง 15 วันก่อนการเก็บเกี่ยว ในการใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวนั้น สารอินทรีย์ในน้ำส้มไม้จะช่วยเร่งการหมักตัวของกรดอมิโนและน้ำตาล ซึ่งจะเพิ่มรสหวานและกลิ่นหอมของผลไม้
ในกรณีของผัก ฉีดน้ำส้มไม้ก่อนเก็บเกี่ยว ช่วยให้คุณภาพและรสขาดดีขึ้น รวมทั้งชะลอการเหี่ยวเฉา สำหรับผักใบใช้ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ก่อนเก็บเกี่ยว

กรณีผลไม้และผักกินใบที่ใช้เวลานานในการเก็บเกี่ยว ควรใช้น้ำส้มไม้ 2 หรือ 3 ครั้ง ทุก 15 – 20 วัน เริ่มจากช่วงต้นของการเก็บเกี่ยว

สำหรับผลไม้เมื่อผลไม้โตเต็มที่และเริ่มสุก เช่น ส้มจีน เมื่อสีเริ่มเปลี่ยนควรใช้น้ำส้มไม้ 1 – 2 ครั้ง ทุก 20 วัน จนถึง 15 วันก่อนเก็บเกี่ยว

1.1 แนวทางการใช้น้ำส้มไม้ : ความเข้มข้น

โดยทั่วไปการใช้น้ำส้มไม้ควรเจือจางประมาณ 300 : 1 ถึง 1000 : 1 ความเข้มข้นที่มากกว่า 300 : 1 อาจส่งเสียต่อพืช ซึ่งอาจมีอาการดังนี้

1. จุดบนใบ

2. พืชหยุดการเจริญเติบโตชั่วคราว

3. การเติบโตของตัวถูกเร่ง ชะลอการเติบโตของผล

อาการในข้อ 1 และข้อ 2 เป็นผลมาจากกรดชีวภาพในน้ำส้มไม้ ข้อ 3 มาจากการที่ใช้น้ำส้มไม้มีคุณสมบัติเป็นตัวเร่งสันดาป และการดูดซึมอาหารของพืช ข้อแนะนำก็คือควรทดลองใช้น้ำส้มไม้ในพืชแต่ละชนิด และสังเกต 3 – 4 วัน ก่อนจะใช้อย่างเต็มที่ ควรใช้อย่างระมัดระวังในพืชที่มีความไวต่อสารเคมีและพืชใบอ่อน

ในการเพิ่มประสิทธิภาพของน้ำส้มไม้ สามารถใช้ร่วมกับสาหร่ายทะเล ปลาหรือก้างปลาที่สกัดได้ โดยใช้ก่อนการเก็บเกี่ยว จากที่ได้กล่าวมาแล้ว ใช้น้ำส้มไม้ร่วมกับยาเคมีเกษตรจะมีประสิทธิภาพมากกว่าใช้แยกกัน และน้ำส้มไม้สามารถที่จะใช้ร่วมกับกระเทียม ช่วยป้องกันแมลงและการติดเชื้อราได้

1.2 วิธีใช้ร่วมกับยาเคมีเกษตร

ยาเคมีเกษตรละลายได้ดี และทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในของเหลวที่มีค่า pH ประมาณ 4 – 5 ดังนั้นผสมน้ำส้มไม้ซึ่งเจือจางแล้ว 500 – 1000 เท่า จะทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น และสามารถลดปริมาณการใช้ รวมถึงไม่จำเป็นต้องใช้ตัวช่วยที่ทำให้สารเคมีติดอยู่กับพืช เนื่องจากน้ำมันทาร์ในน้ำส้มไม้ได้ทำหน้าที่นี้แล้ว แต่น้ำส้มไม้ไม่สามารถใช้ร่วมกับสารที่เป็นด่าง

ใช้ในการบำรุงดิน
ผลดีที่จะได้กับดินมีดังนี้

- ความเสียหายที่เกิดจากแมลงและโรคในดินลดลง

- น้ำส้มไม้เพิ่มประสิทธิภาพให้ปุ๋ย โดยทำให้ง่ายต่อการดูดซึมของพืช

- น้ำส้มไม้ลดความเสียหายอันเกิดจากความเค็ม

ควรจะใช้ร่วมกับอย่างอื่น เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ ในการปรับคุณภาพของดินในระยะยาว โดยเฉพาะดินซึ่งเสื่อมคุณภาพ อันเกิดจากการเก็บเกี่ยวไม่ดี และการใช้สารเคมีเกินควร

น้ำส้มไม้ที่ใช้ใส่ในดินควรมีความเข้มข้นสูงกว้าที่แดบนใบพืช น้ำส้มไม้ซึ่งมีความเข้มข้น 30 ต่อ 1 ถูกใช้ในปริมาณ 6 ลิตรต่อ 1 ตารางเมตร โดยทั่วไปในการฆ่าเชื้อในดินปรือขจัดไส้เดือนฝอย ความเข้มข้นที่สูงกว่านี้สามารถนำไปใช้ได้โดยปกติ การฆ่าเชื้อในดินควรใช้น้ำส้มไม้ซึ่งมีค่า pH 3 และมีความด่างจำเพาะ 1.014 และเจือจาง 8 เท่าตัว โดยใช้ปริมาณ 1 ลิตรต่อ 1 ตารางเมตร อย่างไรก็ดี ไส้เดือนฝอย มีความต้านทานสูง ต้องใช้เวลา 3 – 4 ปีเพื่อขจัดให้หมดสิ้น

สำหรับดินปลูกผัก ให้แดน้ำส้มไม้ ความเข้มข้น 30 ต่อ 1 ก่อนปลูกโดยใช้ 6 ลิตรต่อ 1 ตารางเมตร ควรจะให้น้ำส้มไม้ซึมลงในดินประมาณ 50 ซม. โดยจะทำก่อนหรือหลังการไถดินก็ได้

ควรใช้ปุ๋ยหมักก่อนใส่น้ำส้มไม้ เนื่องจาก หากใช้น้ำส้มไม้ก่อนอาจจะฆ่าจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ดังนั้นควรใส่ปุ๋ยหมักก่อน และสุดท้ายพรวนลงไปร่วมกัน ควรใช้ปุ๋ยหมักและน้ำส้มไม้ช่วยพัฒนาคุณภาพดินในระยะยาว

สำหรับไม้ผลและพืชที่ปลูกในกระถาง

กรณีไม้ผล ให้รดสิบจุดรอบต้นไม้ในบริเวณที่โดนฝน และมีรากเล็ก ควรเจือจางน้ำส้มไม้ 30 – 50 เท่า และใช้ 500 ลิตรต่อ 1000 ตารางเมตร

กรณีไม้กระถาง ผสมน้ำส้มไม้กับดินและทิ้งไว้ 10 – 15 วัน เพื่อระบายก๊าซออกก่อนใส่ในกระถาง

ใช้ในการหมักปุ๋ย
ช่วยเร่งขบวนการหมักโดยเฉพาะมูลสุกรและมูลไก่ การหมักจะเร็วขึ้นถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น อุณหภูมิของปุ๋ยที่หมักมา 4 วัน จะสูงถึง 80 องศาเซลเซียส ถ้าใช้น้ำส้มไม้ช่วย

ควรใช้น้ำส้มไม้ที่เจือจาง 100 เท่า รดลงบนปุ๋ย แต่ควรระวังไม่ควรใช้น้ำส้มไม้ซึ่งเข้มข้นกว่านี้ เนื่องจากจะไปฆ่าเชื้อ

เมื่อรากพืชเป็นโรค ให้ใช้น้ำส้มไม้เจือจาง 100 – 200 เท่า รดที่โคนต้น ให้ชุ่มจนลึก 50 ซม. สำหรับมะเขือเทศและแตงกวา ให้ใช้ 1 – 2 ลิตรต่อต้น เพื่อเพิ่มความสดชื้นแข็งแรงและพัฒนาการของราก

น้ำส้มไม้เป็นตัวลดกลิ่นหรือเป็นอาหารเสริม
4.1 การลดกลิ่นมูลสัตว์ ให้รดมูลสัตว์หรือพื้นคอกเลี้ยงสัตว์ด้วยน้ำส้มไม้เจือจาง 50 เท่า บ่อยครั้งเท่าที่จะทำได้

4.2 น้ำส้มไม้สามารถเป็นอาหารเสริมสำหรับสัตว์ โดยช่วยปรับระดับแบคทีเรียในลำใส่และอำนวยการดูดซึมสารอาหาร ทำให้เนื้อไก่มีสีชมพู และลดปริมาณน้ำในเนื้อไก่เหลือประมาณร้อยละ 3 ซึ่งเป็นการเพิ่มคุณภาพไก่โดยรวม

เพาะน้ำส้มไม้ซึ่งได้ผ่านการกลั่นอย่างดีแล้วเท่านั้น จึงสามารถจะใช้กับสัตว์ได้ การผสมในอาหาร ให้ราดจนชุ่มบนรำข้าว ซึ่งขจัดไขมัน หลังจากนั้นผสมในอาหารสัตว์ในอัตราส่วน 99 ต่อ 1 ส่วนผสมนี้เหมาะสำหรับสัตว์ใหญ่

ปัจจุบันมีผู้ผลิตน้ำส้มควันไม้ออกมาจำหน่ายมากมาย ซึ่งผู้ผลิตแต่ละรายก็มีเทคโนโลยีการผลิตที่แตกต่างกันไป ทำให้คุณภาพของน้ำส้มไม้ไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน ดังนั้นก่อนซื้อหรือนำมาใช้ ควรศึกษาให้แน่ใจว่าน้ำส้มไม้ที่ได้มานั้น ผลิตจากโรงงานหรือบริษัทที่ได้มาตรฐานและมีแหล่งผลิตที่ชัดเจน มีคุณภาพมาตรฐาน พร้อมข้อบ่งใช้ หรือวิธีการใช้ที่ผ่านการทดสอบแล้วเท่านั้น เนื่องจากน้ำส้มไม้มีทั้งคุณและโทษ
ก ารใช้ไม่ถูกต้องอาจส่งผลเสียต่อผลผลิตได้