ฟาแลนน๊อปซีส กล้วยไม้กระถางแสนสวย

เมื่อไม่นานมานี้หลายคนคงเคยได้ยินชื้อกล้วยไม้ ฟาแลนน๊อปซีส ( Phalaenopsis ) จากกรณีที่มีนักลงทุนไต้หวันจะขนเงินเป็นหมื่นล้านมาลงทุนปลูกกล้วยไม้ชนิดนี้ในประเทศไทย และถูกต่อต้านจากผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ไทย จนทำให้วงการกล้วยไม้กลับมาได้รับความสนใจทั้งจากภาครัฐและเอกชนอีกครั้ง สำหรับในประเทศไทยกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสกลับไม่เป็นที่รู้จักมากนักสำหรับคนไทย แต่ในต่างประเทศกล้วยไม้ชนิดนี้กลับได้รับความนิยมในการนำมาใช้เป็นไม้กระถางเพื่อประดับตกแต่งสำนักงาน และบ้านพักอาศัยทั่วไป นอกเหนือจากการใช้ตัดดอก ในบางประเทศมีการผลิตกล้วยไม้ชนิดนี้ในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่นประเทศไต้หวัน และญี่ปุ่น
ประเทศไทยมีการผลิตกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสมานานกว่า 20 ปี แต่ส่วนใหญ่เป็นการรับจ้างเพาะเมล็ดและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อส่งออกในรูปไม้ขวด ปีละกว่า 100 ล้านต้น ไปที่ ไต้หวัน ญี่ปุ่น จีน ยุโรป และอเมริกา นอกจากนี้ยังส่งออกในลักษณะเป็นต้นกล้าและต้นที่ใกล้ออกดอกปีละประมาณ 2 – 3 ล้านต้น เนื่องจากการผลิตส่วนใหญ่จะเน้นเพื่อการส่งออกทำให้การปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ชนิดนี้มีน้อยมาก ปริมาณต้นที่ออกสู่ตลาดในประเทศจึงมีน้อยตามไปด้วย ทำให้กล้วยไม้ชนิดนี้มีราคาแพงมาก จึงมีผู้นิยมนำไปใช้น้อยตามไปด้วย สาเหตุที่ทำให้กล้วยไม้ชนิดนี้มีราคาสูงก็เนื่องมาจาก การปลูกเลี้ยงที่ต้องใช้เวลานานถึง 2 ปีจึงจะได้ต้นที่ให้ดอกที่สมบูรณ์สวยงาม การปลูกเลี้ยงส่วนใหญ่มักนิยมปลูกทางภาคเหนือที่มีอากาศเย็น ทำให้มีค่าขนส่งที่แพงมาก เนื่องจากการขนส่งต้นฟาแลนน๊อปซีส ในระยะออกดอกไม่สามารถวางซ้อนทับกันได้ เพราะอาจทำให้ช่อดอกหัก กลีบดอกช้ำเสียหาย และนิยมขนส่งทางเครื่องบิน เพื่อลดการสูญเสีย ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งแพงมาก ราคาจึงสูงตามไปด้วย และบางส่วนเป็นการนำเข้าต้นจากต่างประเทศมาจำหน่ายโดยตรงแต่ก็มีปริมาณไม่มากนัก
กล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีส มีแหล่งกำเนิดในแถบร้อนของทวีปเอเซีย ตะวันตกของทวีปอัฟริกา และตอนใต้ของออสเตรเลีย เป็นกล้วยไม้ที่ถูกปรับปรุงพันธุ์สำหรับการผลิตเป็นกล้วยไม้กระถาง มีบ้างส่วนน้อยที่นำไปปลูกเพื่อการตัดดอก จากคุณสมบัติที่โดดเด่นหลายประการ โดยเฉพาะอายุการใช้งานที่ทนทานกว่า 1 เดือน บางครั้งหากมีการดูแลรักษาที่ถูกต้องอาจใช้งานได้นานถึง 2 - 3 เดือน ทำให้เป็นที่นิยมนำไปใช้ในการจัดประดับสถานที่ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีความงามของดอกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว การจัดเรียงตัวของดอกเป็นระเบียบ 2 แถวและบานไล่ที่ละดอก ดอกมีขนาดใหญ่ สีสันหลากสีสวยงาม มีก้านช่อดอกที่ยาว ตรง ส่งช่อดอกให้ชูสูงสง่า ปลายช่อดอกโค้งอ่อนช้อย มีลำต้นสั้น มีใบเพียง 2 – 4 คู่ ใบหนาเป็นมัน แผ่นใบกว้าง เมื่อนำไปจัดประดับจึงทำได้ง่ายไม่สิ้นเปลืองเนื้อที่และไม่จำเป็นต้องมีวัสดุอื่น ๆ เสริมแต่ง ในการจัดประดับก็เพียงวางในทีที่ได้รับแสงจากหลอดไฟฟ้าอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมงก็เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีส ในช่วงที่นำมาใช้งาน ส่วนการให้น้ำสำหรับกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสที่ประดับภายในอาคารนั้น ต้องระมัดระวังมาก เพราะคนทั่ว ๆ ไปก็จะคิดว่ารดน้ำวันละครั้ง 2 ครั้ง ความจริงแล้วการให้น้ำกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสที่จัดประดับในอาคาร ควรจะรดน้ำเมื่อเห็นว่าวัสดุปลูกแห้ง และให้น้ำที่อยู่ในวัสดุปลูกหมดไปก่อน ก่อนที่จะรดน้ำใหม่อีกครั้ง ซึ่งตรวจสอบได้โดยสังเกตดูที่ผิววัสดุปลูกในกระถางว่าแห้งหรือเปียก แต่ถ้ามีประสบการณ์พอสมควรก็อาจจะดูได้จากสภาพต้น ว่าเมื่อไรควรจะรดน้ำ สิ่งที่ควรต้องระมัดระวังก็คือ การที่ปล่อยให้วัสดุแฉะอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุให้รากขาดอากาศ เชื้อโรคก็จะเพิ่มขึ้นอาจทำให้รากเน่าได้ หลังการใช้งานหรือเมื่อดอกโรยแล้ว ควรนำต้นออกจากอาคาร นำมาวางไว้ภายในโรงเรือนพรางแสงประมาณ 50-70 % หรือในที่ได้แรงแสงแดดรำไร อย่านำต้นกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสไปตากแดด เพราะอาจตายหรือใบไหม้เหี่ยวแห้ง เมื่อนำต้นออกจากอาคารควรทำความสะอาดต้นและใบด้วยการใช้น้ำละออกฝอยฉีดให้ทั่วต้นเพื่อล้างฝุ่นละออง เติมวัสดุปลูกลงในกระถางหากวัสดุปลูกยุบตัว ตัดตัดก้านช่อดอกทิ้ง ควรตัดให้เหลือความยาวก้านจากโคนต้น ประมาณ 2 นิ้ว แต่งใบที่เหี่ยวแห้งออก ปรับสภาพต้นให้ตั้งตรง ให้ปุ๋ยละลายช้า 1 ช้อนชาต่อต้น โรยรอบ ๆ โคนต้น อย่าให้เม็ดปุ๋ยสัมผัสกับผิวต้นกล้วยไม้ เพราะอาจเกิดรอยไหม้ได้ ควรให้ปุ๋ยละลายช้าทุก ๆ 3 เดือน หากมีการดูแลรักษาที่ดี ต้นกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสก็จะสามารถแทงช่อดอกใหม่ได้

การขยายพันธุ์กล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีส ปัจจุบันนิยมทำกันหลายวิธีด้วยกัน ได้แก่
1. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ( Tissue Culture ) โดยใช้ส่วนของตาบริเวณข้อช่อดอก ราก ใบ หรือปลายยอด นำมาเพาะเลี้ยงในอาหารวิทยาศาสตร์ วีธีการนี้ขยายพันธุ์ได้ช้า แต่มีข้อดีตรงที่จะได้ต้นเหมือนต้นที่นำมาขยายพันธุ์
2. การเพาะเลี้ยงเมล็ดอ่อน ( Seed Culture ) โดนนำฝักอ่อนที่ได้จากการผสมเกสร มาแยกส่วนของเมล็ดอ่อนลงเพาะเลี้ยงในอาหารวิทยาศาสตร์ วีธีนี้จะได้ต้นปริมาณมากในเวลาที่รวดเร็ว แต่ต้นที่ได้จะไม่สม่ำเสมอและมีความแปรปรวน แต่วีธีนี้ก็เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน ต้นทุนการขยายพันธุ์ต่ำ
3. การแยกหน่อ สามารถแยกต้นที่เกิดจากตาบริเวณข้อของลำต้น หรือตาบริเวณข้อของช่อดอก นำมาปลูกได้ วีธีนี้ไม่นิยมทำเนื่องจากได้ต้นน้อยและใช้เวลานาน เหมาะกับผู้ที่ปลูกเล่นเป็นงานอดิเรก

วัสดุปลูกกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีส
1. ถ่านไม้ เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่มีความชื้นสูง มีความทนทาน แต่เก็บความชื้นได้น้อย ต้องมีการให้น้ำบ่อย
2. กาบมะพร้าว อาจเป็นมะพร้าวสับขนาดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับขนาดต้น กาบมะพร้าวเป็นวัสดุปลูกที่หาง่ายในประเทศ ราคาถูก เก็บความชื้นได้ดี เหมาะสมกับพื้นที่ที่มีความชื้นต่ำ แต่มีข้อเสียคือ ย่อยสลายตัวเร็ว ต้องเปลี่ยนวัสดุปลูกบ่อย ๆ
3. Sphagnum Moss เป็นวัสดุปลูกที่ดีที่สุดสำหรับกล้วยไม้ชนิดนี้ แต่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ภาชนะปลูกฟาแลนน๊อปซีส
1. กระถางดินเผา ขนาดของกระถางขึ้นอยู่กับขนาดของต้น กระถางดินเผาจะเก็บความชื้นได้ดี
2. กระถางพลาสติก เป็นภาชนะที่มีน้ำหนักเบา ราคาถูก ปัจจุบันนิยมใช้กระถางพลาสติกขนาดต่าง ๆ นำมาใช้ปลูก กระถางพลาสติกที่นำมาใช้ควรเป็นชนิดกระถางใส จะดีกว่ากระถางทึบแสง เนื่องจากรากกล้วยไม้สามารถสังเคราะห์แสงได้
3. กระถางเคลือบ หรือกระถางเซรามิค เป็นภาชนะที่เหมาะสมในการปลูกเพื่อนำมาใช้จัดประดับภายในอาคาร ขนาดของภาชนะควรมีขนาดใหญ่กว่ากระถางปลูกปกติเล็กน้อย สามารถนำต้นที่ปลูกสวมลงไปได้เลย เพื่อลดการกระทบกระเทือนจากการเปลี่ยนกระถาง

การดูแลรักษากล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีส
1. แสง กล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสต้องการแสงแดดรำไร หากได้รับแสงมากเกินไป ใบจะเกิดรอยไหม้ เนื้อเยื่อส่วนที่ถูกแสงจะตายและเน่า ปริมาณแสงที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีส อยู่ในช่วง 10,000 – 20,000 Lux ต้นที่มีอายุมากหรือต้นขนาดใหญ่จะทนแสงได้มากกว่าต้นที่มีอายุน้อยหรือต้นขนาดเล็ก
2. อุณหภูมิและความชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตอยู่ในช่วง 23 – 28 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงออกดอกต้องการอุณหภูมิประมาณ 18 – 25 องศาเซลเซียส แต่ฟาแลนสามารถทนอุณหภูมิสูงได้ถึง 35 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิต่ำได้ถึง 10 องศาเซลเซียส โดยต้นไม่ได้รับความเสียหาย ส่วนความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสมอยู่ที่ 60 – 65 เปอร์เซ็นต์
3. การให้น้ำ ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุปลูก ไม่ควรให้น้ำมากเกินไป เพราะจะทำให้ระบบรากเน่า ควรให้น้ำเมื่อเห็นว่าวัสดุปลูกแห้ง การให้น้ำไม่ควรให้ถูกดอก หรือมีน้ำขังบริเวณยอด เพราะจะทำให้ยอดเน่าได้ เมื่อพบส่วนใดเน่าให้ตัดส่วนเน่าทิ้งแล้วทาปูนแดงบริเวณรอยแผล จะทำให้ลดการระบาดของโรค
4. ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ยทุก 10 – 14 วัน ในระยะกล้าควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนสูง เช่น สูตร 30-20-10 และในระยะใกล้ออกดอกควรเปลี่ยนสูตรปุ๋ยที่มีธาตุโปรแตสเซียมและฟอสฟอรัสสูง เช่น สูตร 13-27-27 เป็นต้น ปุ๋ยที่ให้ควรเป็นปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ ปัจจุบันมีปุ๋ยละลายช้า ซึ่งมีอายุการใช้นานถึง 3 เดือน ก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่ราคาจะแพง และควรมีการพ่นธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมเป็นระยะ
5. การเปลี่ยนวัสดุปลูก วัสดุปลูกที่ย่อยสลายตัวเร็ว เช่น กาบมะพร้าว ควรมีการเปลี่ยนวัสดุปลูกใหม่ทุก 3 – 6 เดือน เพื่อป้องกันระบบรากเน่า และควรมีการเสริมวัสดุปลูกบ้างเมื่อวัสดุปลูกยุบตัว การเปลี่ยนวัสดุปลูกมักนิยมทำเมื่อมีการเปลี่ยนกระถาง
6. การป้องกันโรคและแมลง ควรมีการพ่นยาป้องกันกำจัดโรคและแมลงเป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน จะมีการระบาดของโรคได้ง่าย

จังหวัดสระบุรีก็สามารถปลูกกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสได้
ฟาร์มแสลงพัน จังหวัดสระบุรี ได้เริ่มทำการทดสอบปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีส ในเขตภาคกลาง เมื่อต้นปี 2544 เพื่อหาเทคโนโลยีในการผลิตกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสครบวงจร เพื่อลดต้นทุนในการผลิตและขนส่ง จากการทดสอบพบว่า สามารถผลิตกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับการผลิตในเขตพื้นที่ภาคเหนือ โดยทางโครงการพัฒนาการผลิตได้นำโรงเรือนระบบ Evap ( Evaporative Cooling System ) เข้ามาประยุกค์ใช้ในการบังคับให้กล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสออกดอก และทำให้ดอกมีคุณภาพดีขึ้น จากการทดสอบพบว่ากล้วยไม้ที่ผลิตในเขตภาคกลางจะมีอายุการใช้งานที่ทนนานกว่ากล้วยไม้ที่ผลิตในเขตภาคเหนือที่มีอากาศเย็น เนื่องจากกล้วยไม้สามารถปรับตัวให้ทนกับสภาพอากาศที่ร้อนตั้งแต่ระยะต้นกล้าจนถึงระยะออกดอก ระยะทางการขนส่งที่ใกล้กรุงเทพ ทำให้กล้วยไม้ไม่ได้รับความเสียหาย ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลงจึงสามารถจำหน่ายกล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งจะมีผลทำให้คนไทยหันมาใช้กล้วยไม้ฟาแลนน๊อปซีสที่ผลิตในประเทศกันมากขึ้น