กรุงปราก วันที่ 2 ประเทศเชค

วันที่ 26 พฤษภาคม 2550

9.00 เข้าศึกษาดูงานที่กระทรวงศึกษาและการกีฬา ที่นี่ไม่พูดภาษาอังกฤษต้องให้ล่ามแปลจากภาษาเชคเป็นภาษาอังกฤษ

เสร็จแล้วถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก...

เดินออกมาจากกระทรวงเลาะตามแม่น้ำวัตตาวา (Vltava) พบสวนปฏิมากรรมท่อนไม้แปลกดี

เดินเลาะตามแม่น้ำวัตตาวา (Vltava) ต่อไปอีกไม่นานก็เจอสะพานชาล์ หัวใจของกรุงปรากถ่ายรูปซะหน่อย

ในปี ค.ศ. 1170 พระเจ้าวลาดิสลาฟที่ 2 ได้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำวัลตาวาเป็นสะพาน
แรก เรียกว่าสะพานจูดิธ แต่สะพานได้พังลงในปี ค.ศ. 1342 และต่อมาในสมัยของพระเจ้าชาร์ลส ได้ให้มีการสร้างสะพานชาร์ลส์ (Charles Bridge) ขึ้นบนฐานตอมมอเดิมของสะพานจูดิธ

สะพานชาล์มีความยาว 516 เมตร กว้าง 10 เมตร สร้าง ใน คศ. 14 ในสมัยพระเจ้าชาล์สที่ 4 แห่งแคว้นโบฮีเมีย แล้วเสร็จใน คศ.ที่ 15 พระเจ้า Wenceslas ที่ 4 ท่องซุงใต้สะพานมีไว้เพื่อลดแรงกระแทกของน้ำในช่วงหน้าน้ำหลาก เป็นการป้องกันสะพานเสียหาย

สะพานชาร์ลส์และทางเชื่อมปราสาทปราก มองเห็นปราสาทปรากและวิหารเซนต์วิตุส (St. Vitus Cathedral)

กินข้าวเที่ยงเสร็จก็เดินขึ้นเขาเข้าปราสาทปราก ก็จะพบวิหารเซนต์วิตุส (St. Vitus Cathedral) รูปปั้นด้านหน้าเป็นศิลปะแบบเรอแนสซองค์ แน่นอนส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวก็ไม่พลาดที่จะถ่ายภาพกับทหารหน้าปราสาท
ปราสาทปรากสร้างใน คศ. 18 โดยพระนางมาเรีย เทรเซา แห่งจักรวรรดิออสเตรีย ผู้ยึดครองแคว้นโบฮีเมียได้ส่งศิลปินจากกรุงเวียนนาซึ่งเป็นช่างมาจากอิตาลีนั้นเอง มาสร้างและตกแต่งทั้งหมด

ยอดวิหารเซนต์วิตุส (St. Vitus Cathedral) ภายในปราสาทปรากสูงเด่นที่ยอดปราสาทคู่เป็นศิลปะแบบกอธิค ถ่ายรูปยากสูงมาก

ภายในวิหารเซนต์วิตุส (St. Vitus Cathedral) ประดับด้วยกระจกสี (Rose Windows) แสงน้อยถ่ายภาพไหวตลอด

 

แท่นบูชานักบุญ St.Wenceslas (Chapel of St.Wenceslas) ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่รักของชาวเชค (โบฮีเบีย)

โลงศพของนักบุญเนโปมุก ตามตำนานข้างล่างนี้ โลงศพทำด้วยเงินแท้ สร้างหลังจากนักบุญเสียชีวิตไปแล้ว 300 ปี

อีกมุมหนึ่งกับวิหารเซนต์วิตุส (St. Vitus Cathedral)

 

ออกมาจากวิหารเซนต์วิตุส (St. Vitus Cathedral) ก็จะเป็น The RoyalPalace

ออกมาจาก The RoyalPalace พบสถาปัตยกรรมรูปปั้นน่าสนใจ

ทางเดินลงจากปราสาทปรากผ่านถนนช่างทอง (Golden Lane)

แล้วยังพบสาวนักท่องเที่ยวเอเซียสวยดี คนเอเซียเราผิวดีที่สุด

ลงจากปราสาทปรากก็ข้ามสะพานชาร์ลส์ ซึ่งจัดที่เป็นสัญญาลักษณ์ของกรุงปราก เรียกชื่อตามพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 เป็นกษัตริย์นักพัฒนา และเป็นกษัตริย์ที่รักของชาวเชค สะพานโดดเด่นที่มีรูปปั้นถึง 30 ตัว

ตำนาน: สะพานชาร์ลส์เป็นสะพานที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความสวยงาม มีตํานานเล่าว่า พระเจ้า
ชาร์ลส์ที่ 4 ได้ทรงบัญชาให้สร้างขึ้นโดยใช้หิน เพื่อให้สะพานมีความกว้างและแข็งแรงที่สุดเท่าที่
เคยสร้างมาในอดีต โดยวิศวกรผู้สร้างสะพานได้ใช้ปูนขาวผสมกับเหล้าไวน์และไข่เพื่อให้ได้ปูนที่
เหนียวทนทาน แต่ปรากฏว่าในปรากมีไข่ไม่เพียงพอ ดังนั้น พระเจ้าชาร์ลส์จึงมีรับสั่งให้ทุกเมืองใน
แคว้นโบฮีเมียช่วยกันจัดส่งไข่มาให้ หลังจากมีพระบัญชาไม่นาน เมืองต่างๆ ก็พากันส่งไข่บรรทุก
เกวียนมาให้ ปรากฏว่าพวกชาวนาในเมืองเวลวารีไม่เข้าใจความต้องการ จึงพากันต้มไข่ให้สุกเพื่อ
ป้องกันไม่ให้ไข่แตกระหว่างทาง เมื่อไข่ต้มถูกส่งมาถึง พวกเวลวารีจึงกลายเป็นตัวตลกของ
ชาวเมือง และยังมีเรื่องเล่าว่า พวกชาวนาในอันโฮสท์ต้องการเอาใจพระราชามากถึงขนาดไม่
เพียงแต่ส่งไข่มาเท่านั้น แต่ยังส่งนม เนย และนมข้นมาถวายด้วย

ที่มา: วนิดา คุตตวัส

รูปปั้นนักบุญเนโปมุก ที่ชาวเชคเคารพและยกย่องมาก

ตำนาน: นักบุญจอห์น เป็นพระผู้ฟังคําสารภาพบาปของราชินีโซเฟีย มเหสีของพระเจ้าเวนเซสลาสที่ 4
ปรากฎว่าพระราชินีใช้เวลาในห้องสารภาพบาปนานมากผิดปกติ ทําให้พระราชาอยากรู้ว่าพระนาง
ทําผิดบาปอะไร และบังคับให้นักบุญจอห์นเล่าให้ฟัง แต่นักบุญจอห์นปฏิเสธ พระราชาจึงนําท่าน
ไปทรมานและจับใส่ถุงโยนลงจากสะพานชาร์ลส์ บริเวณจุดที่นักบุญจอห์นตกลงไปในแม้น้ำ
นั้นเองปรากฏดาวทองห้าดวงขึ้น ทําให้ท่านได้รับสถาปนาเป็นนักบุญเนโปมุก

ที่มา: วนิดา คุตตวัส

เป็นที่เชื่อกันว่าลูบที่ฐานของรูปปั้นนักบุญเนโปมุกแล้วจะกลับมาที่เชคอีกครั้ง ลูบกันจนที่สีทองเงาเลย (คล้ายกับโยนเหรียญลงในน้ำพุเทวี่ที่โรม) ส่วนผมสักวันจะมาหาสาวน้อยปรากอีกครั้ง

อีกมุมกับสะพานสะพานชาร์ลส์

เดินลงมาจากสะพานชาร์ลส์ เห็นองค์ประกอบภาพสวยดีเลยให้ อ.แอนถ่ายให้

ตกเย็นทานข้าวที่ร้านอาหารไทย กินได้ทุกอย่างเพราะไม่เผ็ด รสชาติปรับให้เข้ากับประเทศยุโรปแล้ว

เดินออกมาสองทุ่มครึ่งยังไม่มืดเลยวันนี้หมดโปรแกรมแล้ว เข้าที่พักครับ