ชื่อ

เบาจืด

ลักษณะทั่วไป

เบาจืด เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถเก็บรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย ทำให้มีอาการถ่ายปัสสาวะออกบ่อยและมากและกระหายน้ำมากคล้ายโรคเบาหวาน แต่ปัสสาวะจะมีรสจืด จึงเรียกว่า เบาจืด โรคนี้พบได้น้อยมาก พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

สาเหตุ

เกิดจากต่อมใต้สมองสร้างฮอร์โมนต้านการขับปัสสาวะที่มีชื่อว่า เอดีเอช (ADH ซึ่งย่อมาจาก antidiuretic hormone) หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เวโซเพรสซิน (vasopressin) ได้น้อยกว่าปกติ ฮอร์โมนนี้มีฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายเก็บกักน้ำ โดยยับยั้งไม่ให้ไตขับปัสสาวะออกมากกว่าปกติ เมื่อร่างกายขาดฮอร์โมนนี้ก็จะมีการขับปัสสาวะออกมากกว่าปกติ ทั้งนี้เป็นผลมาจากความผิดปกติในสมอง เช่น การผ่าตัดบริเวณใกล้ต่อมใต้สมอง, การได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ, เนื้องอก ในบริเวณต่อมใต้สมอง, สมองอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น แต่บางรายก็อาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุก็ได้ ผู้ป่วยบางรายที่มีความผิดปกติของไต เช่น กรวยไตอักเสบ, ภาวะไตเรื้อรัง, โรคไตเป็นถุงน้ำมาแต่กำเนิด (polycystic kidney), ผลจากการใช้ยาบางชนิด (เช่น ลิเทียม, เมทิซิลลิน) เป็นต้น ก็อาจทำให้ไตไม่ตอบสนองต่อฤทธิ์ของฮอร์โมนเอดีเอช (ทั้ง ๆ ที่ต่อมใต้สมองสร้างได้เป็นปกติ) ทำให้มีการขับปัสสาวะออกมาก

อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะออกบ่อยและมาก กระหายน้ำและดื่มน้ำมาก ชอบดื่มน้ำเย็นมากเป็นพิเศษ ปากมักจะแห้งอยู่เสมอจะมีอาการอยู่ตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน แม้นอนหลับตอนกลางคืนก็มักจะลุกขึ้นมาปัสสาวะและดื่มน้ำคืนละหลายครั้ง ผู้ป่วยมักถ่ายปัสสาวะวันละเกิน 5 ลิตร (ถ้าเป็นรุนแรงอาจมากถึงวันละ 20 ลิตร) ปัสสาวะมักจะไม่มีกลิ่น ไม่มีสีและมีรสจืด

สิ่งที่ตรวจพบ

ส่วนมากจะตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติ นอกจากในรายที่ดื่มน้ำได้น้อย อาจมีภาวะขาดน้ำรุนแรงหรือมีไข้ ในรายที่เป็นเบาจืดที่มีสาเหตุจากเนื้องอกในสมอง อาจมีอาการแสดงของการขาดฮอร์โมนตัวอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะพร่องฮอร์โมน ไทรอยด์ ฮอร์โมนเพศ หรือ ฮอร์โมนต่อมหมวกไต เป็นต้น

อาการแทรกซ้อน

ถ้าดื่มน้ำได้ไม่เพียงพอ อาจเกิดภาวะขาดน้ำรุนแรงจนช็อกหรือหมดสติ หรือเกิดภาวะโซเดียมในเลือดสูง (hypematremia) ได้

การรักษา

หากสงสัย ควรส่งโรงพยาบาล มักจะวินิจฉัยโดยการตรวจปัสสาวะ จะพบว่ามีความถ่วงจำเพาะต่ำ (น้อยกว่า 1.010) และอาจต้องทำการตรวจพิเศษ เช่น การทดสอบที่เรียกว่า "water deprivation test" ในรายที่สงสัยมีสาเหตุเกี่ยวกับสมอง อาจต้องตรวจสมองด้วยเอกซเรย์ คอมพิวเตอร์หรือถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การรักษา ถ้าทราบสาเหตุชัดเจน และแก้ไขได้ ก็ให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ ส่วนอาการปัสสาวะมาก ก็ให้ดื่มน้ำทดแทนให้เพียงพอ ในรายที่เป็นรุนแรง อาจไม่จำเป็นต้องให้ยา แต่ในรายที่เป็นรุนแรง จำเป็นต้องให้ยาลดปริมาณและจำนวนครั้งของการถ่ายปัสสาวะ อาจใช้ยาลดปริมาณและจำนวนครั้งของการถ่ายปัสสาวะ อาจใช้ยาชนิดกิน เช่น คลอร์โพรพาไมต์ (chlorpropamide), โคลไฟเบรต (clofibrate), ยาขับปัสสาวะไทอาไซด์ (thiazide diuretic), อินโดเมทาซิน ฯลฯ หรือใช้ยาในกลุ่มฮอร์โมนเอดีเอช (เวโซเพรสซิน) ชนิดฉีดเข้ากล้ามหรือพ่นจมูก ซึ่งต้องใช้เป็นประจำทุกวันตลอดไป จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกระทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ

คำแนะนำ

1. อาการปัสสาวะบ่อยและกระหายน้ำบ่อย มักมีสาเหตุมาจากโรคเบาหวาน เป็นส่วนใหญ่ ส่วนน้อยมากที่มีสาเหตุจากโรคเบาจืด การแยกโรคทั้ง 2 นี้ ในเบื้องต้นสามารถกระทำโดยการตรวจปัสสาวะ ซึ่งจะพบลักษณะจำเพาะของแต่ละโรค กล่าวคือ เบาหวานจะพบน้ำตาลในปัสสาวะ (ตรวจเลือดจะพบระดับน้ำตาลในเลือดสูง) ส่วนเบาจืดจะตรวจไม่พบน้ำตาลในปัสสาวะและปัสสาวะจะมีความถ่วงจำเพาะระหว่าง 1.001-1.005 (คนปกติทั่วไปจะมีความถ่วงจำเพาะมากกว่า 1.015) 2. โรคนี้เมื่อได้รับการรักษา อาการมักจะทุเลาได้ดีและสามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ ส่วนจะต้องรักษานานเพียงใดย่อมขึ้นกับสาเหตุที่พบ บางรายอาจใช้เวลาไม่นานและหายขาดได้ แต่บางรายอาจต้องใช้ยารักษาไปจนตลอดชีวิต * การทดสอบนี้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องพักในโรงพยาบาล โดยให้อดน้ำแล้วทำการตรวจดู osmolarity ของเลือดและปัสสาวะ รวมทั้งความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะเป็นช่วง ๆ แล้วทำการฉีดฮอร์โมนเวโซเพรสซิน หลังจากนั้นตรวจเลือดและปัสสาวะซ้ำ ดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงของผลการตรวจอย่างไร

การป้องกัน

-

หมายเหตุ

-

All contents © copyright 2007. Design By Computer science XI.