โครงสร้างของวงแหวนดาวเสาร์
ในระยะแรกของการสังเกตวงแหวนดาวเสาร์ พบว่ามีเพียง 3 ชั้นที่สามารถเห็นได้จากโลก ใช้อักษรภาษาอังกฤษเรียงตามลำดับคือ A,B และC ในปี คศ.1675 (พศ.2218) Giovanni Cassini นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้ค้นพบช่องว่าง ระหว่าง วงแหวน A กับ B ทำให้วงแหวนดาวเสาร์มี 2 ชั้นในตอนั้น ซึ่งต่อมาช่องว่างนี้ ก็ถูกเรียกว่า "ช่องว่างแคสสินี (Cassini Gap)"
และในปี คศ.1800 วงแหวนบางชั้น C ก็ถูกค้นพบ จนกระทั้งมีการส่งยานอวกาศไปสำรวจ คือยานไพโอเนียร์ 11 และยานวอยเอเจอร์ 1 กับ 2 ก็พบวงแหวนเพิ่มขึ้นอีกในปี คศ. 1979 คือ D E F และ G ตามลำดับ กับช่องว่างที่อยู่ในวงแหวน A ที่มีชื่อว่า "ช่องว่างเองเก้ (Encke Division)" และพบดาวบริวารแพน (Pan) อยู่ในช่องว่างนี้ด้วย
ที่วงแหวน F ยานวอยเอเจอร์ ได้พบดาวบริวาร 2 ดวงคือ เพนดอร่า (Pendora) ดวงล่างของภาพ กับ โพรมีเทอุส (Prometheus) ดวงบนของภาพ ส่งแรงโน้มถ่วงถึงกันบังคับวงแหวน F ให้คงรูปอยู่ได้ มีความกว้างเพียง 10-20 กิโลเมตรเท่านั้น ดาวบริวารทั้งสองนี้ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "Shepherded" หรือบริวารเลี้ยงแกะ เพราะทำหน้าที่คล้ายสุนัขคอยต้อนฝูงแกะ

ยานวอยเอเจอร์ถ่ายภาพวงแหวนดาวเสาร์ โดยใช้ดาวฤกษ์ที่อยู่ด้านหลังวงแหวน พบว่าชั้นใหญ่ๆของวงแหวนประกอบด้วยชั้นย่อยๆ ของวงแหวนอีกนับพันวงเลย นักวิทยาศาสตร์จึงยอมสีวงแหวนแต่ละชั้น เพื่อให้เห็นความแตกต่างของวงแหวนในชั้นถัดไป ดังรูปด้านซ้าย
นอกจากนี้ยานอวกาศยังพบจุดสีดำ กระจ่ายอยู่ทั่ววงแหวนเคลื่อนที่ไปตามแนววงแหวนด้วย นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เป็นอนุภาคของฝุ่นละอองในวงแหวนที่ทำปฎิกิริยากับ เส้นแรงแม่เหล็กที่ส่งมาจากตัวดาวเสาร์เอง


เนื่องจากดาวเสาร์มีแกนหมุนเอียงทำมุม 26.7 องศากับแนวดิ่งที่ตั้งฉากระนาบโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ระนาบของวงแหวนที่อยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตรเอง 26.7 องศาไปด้วย ซึ่งความสว่างของดาวเสาร์เมื่อมองจากโลก จะมีค่าเปลี่ยนแปลงไปด้วยตามระนาบของวงแหวนที่เอียงมาหาโลก โดยความสว่างของดาวเสาร์จะเปลี่ยนแปลง อยู่ระหว่างแมคนิจูด -0.3 ถึง +0.8
ปรากฏการณ์วงแหวนหาย
ด้วยเหตุที่ระนาบของวงแหวนเอียงตามแกนเอียงของดาวเสาร์ เมื่อดาวเสาร์โคจรไปรอบดวงอาทิตย์ ระนาบของวงแหวนเมื่อมองจากโลกก็จะเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งจะมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นวงแหวนของดาวเสาร์ได้เนื่องจากวงแหวนมีความหนาน้อยมาก (10 ไมล์) ซึ่งปรากฏการณ์วงแหวนหาย (the ring edge-on) จะเกิดขึ้นทุกๆ ครึ่งรอบของการโคจรรอบดวงอาทิตย์หรือ ราว 14 ปี ต่อครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดเกิดเมื่อปี พศ.2538 (คศ.1995) และจะปรากฏให้เห็นอีกครั้งในปี พศ.2552 |